เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 นายสุณัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรต์วอตซ์ ประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่ทางการไทยมีปฏิบัติการกับเสา สาย ซิม ในยุทธการ “ระเบิดสะพานโจร” เพื่อตัดการเข้าถึงโทรคมนาคมของกลุ่มอาชญกรรมสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์ ที่มีฐานอยู่ในพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ประเทศลาว และริมแม่น้ำเมยเมืองเมียวดี ประเทศพม่า ว่า การดำเนินการกวาดล้างกลุ่มธุรกิจสีเทาที่เกิดขึ้นนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อคนทำงานองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน องค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และองค์กรที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยติดพลอยร่างแหไปด้วย
นายสุณัยกล่าวว่า การตรวจยึด“สตาร์ลิงค์” อินเตอร์เน็ตดาวเทียมความเร็วสูง ซึ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่อนุญาตให้มีการนำเข้า หลายกรณีนำไปสู่การจับกุมนักสิทธิมนุษยชนจากเมียนมาที่ลี้ภัยอยู่ในไทย ที่อาจนำไปสู่การส่งตัวกลับเมียนมา ดังนั้นควรมีการแยกแยะเป้าหมายในการปราบปรามให้ชัดเจน โดยมุ่งไปที่กลุ่มอาชญกรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ จีนแทา และเว็บพนันออนไลน์เท่านั้น
นายสุณัย กล่าวต่อว่า ทางการไทยควรพิจารณาว่าระบบโทรคมนาคมสตาร์ลิงค์เป็นทางเลือกของการสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะการใช้งานเพื่อการศึกษาหรือการเรียนออนไลน์ หรือในโรงพยาบาล และองค์กรที่ทำงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำเป็นต้องใช้งานเพื่อการรับข้อมูลและสื่อสาร ถึงเวลาที่ กสทช.ควรอนุญาตให้นำเข้าและจดทะเบียนผู้ครอบครอง เพื่อให้องค์กรหรือหน่วยงานที่ทำงานด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดนเข้าถึงอุปกรณ์ได้โดยถูกกฏหมาย และเพื่อป้องกันกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาตินำไปใช้ ซึ่งเป็นไปตามแผนระเบียบช่วยเหลือทางมนุษยธรรมหรือกรอบนโยบายต่างประเทศของไทยต่อกรณีเมียนมา คือการสนับสนุนหรืออำนวยความสะดวกงานด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดน
“หากยึดตามกรอบของรัฐบาลเศรษฐาที่ให้การสนับสนุนให้เกิดสันติภาพของเมียนมา ยึดตามกรอบอาเชียนที่จะติดต่อสัมพันธ์กับคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย จึงไม่ควรติดต่อกับรัฐบาลเมียนมาเท่านั้น แต่ต้องติดต่อกับกลุ่มชาติพันธุ์และฝ่ายต่อต้านรัฐบาลด้วย รวมถึงองค์กรที่อยู่ในฝ่ายต่อต้านด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่ยังไม่เห็นชัดเจนว่ามีการให้น้ำหนักที่สมดุลในปฏิสัมพันธ์ระหว่างทางการไทยกับคู่ขัดแย้งในเมียนมา” นายสุณัย กล่าว
ก่อนหน้านี้สำนักข่าวชายขอบได้เผยแพร่ข้อเขียนของ “ใกล้รุ่ง พรหมสุภา” ซึ่งเป็นคนทำงานภาคประชาสังคมบริเวณชายแดน โดยข้อเขียนบางตอนระบุว่า “เมื่อมีอุปสรรคในการใช้อินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการไทย เครือข่ายอาชญากรรมก็แก้ปัญหาได้ทันท่วงที ไม่ต่างอะไรกับที่เคยเตรียมสนามปั่นไฟขนาดยักษ์ไว้รองรับการตัดไฟจากไทยมาแล้ว นอกจากส่วนหนึ่งจะหันมาใช้บริการอินเตอร์เน็ตคุณภาพไม่คงที่ของบริษัทมายเทล (Mytel) ซึ่งเป็นธุรกิจของกองทัพพม่าร่วมกับเวียดนามแล้ว “สตาร์ลิงค์” อินเตอร์เน็ตดาวเทียมความเร็วสูงของบริษัท สเปซเอ็กซ์ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานก็ได้รับความนิยมอย่างมาก
ข้อเขียนระบุด้วยว่า ขณะที่ธุรกิจสแกมเมอร์ซึ่งมีเม็ดเงินและเครือข่ายผลประโยชน์ใน-นอกประเทศจะสามารถเนรมิต “สะพาน” ที่ถูกระเบิดไปได้ใหม่ในพริบตา ความพยายามดักหนทางเข้าถึงอินเตอร์เน็ตกลับส่งผลกระทบสาหัสกับประชาชนทั่วไป อันได้แก่ชาวบ้านชาติพันธุ์ และเครือข่ายสื่อมวลชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักสู้เพื่อประชาธิปไตยจากประเทศพม่าทั้งหลายเพราะอินเตอร์เน็ตไม่ได้เป็นแต่เพียงอาวุธของอาชญากร แต่ยังเป็นอาวุธของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการอยู่รอดอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทั่วไปด้วย
(อ่านงานเขียนเรื่อง “ ยุทธการ“ระเบิดสะพานโจร” เหวี่ยงแห่ตัดอินเตอร์เน็ตข้ามแดน ระวังระเบิดลง “สะพานประชาชน”ของใกล้รุ่ง พรหมสุภา ฉบับภาษาไทยได้ที่ https://transbordernews.in.th/home/?p=39566 และฉบับภาษาอังกฤษ https://transbordernews.in.th/home/?p=39605 )


