โดย หมอกเต่หว่า
หวังให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในพม่า ?
นั่นคือคำถามที่เราถาม ‘เกี๋ยง’ หญิงวัย 24 ปีจากเมืองจ๊อกเมทางเหนือของรัฐฉาน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่เกี๋ยงเพิ่งเดินทางมาถึงประเทศไทยได้เพียง 4 วัน ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว
ขณะนั้นอยู่ในห้วงเวลาที่บ้านเกิดเมืองนอนของเธอกำลังเต็มไปด้วยศึกสงครามจากปฏิบัติการ 1027 ครั้งที่ 2 (เริ่มขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ) ที่กองทัพสามพี่น้อง ซึ่งประกอบด้วย กองกำลังโกก้าง MNDAA( Myanmar National Democratic Alliance Army-MNDAA) กองกำลังปะหล่อง TNLA (Ta’ang National Liberation Army-TNLA) และกองทัพอาระกัน (Arakan Army) กำลังรุกคืบโจมตีกองทัพพม่าตามเมืองต่างๆทางเหนือของรัฐฉาน
“สิ่งที่อยากจะขอคือแค่ให้บ้านไม่โดนลูกระเบิดของกองทัพพม่าและฝ่ายต่อต้าน ขอให้ครอบครัวปลอดภัยมีชีวิตรอด” เกี๋ยงกล่าวพร้อมเสียงสะอื้น
เธอยังเล่าว่า แม่และสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆต้องย้ายที่นอนไปยังบ้านญาติหลังอื่นๆที่อาศัยอยู่ในเมืองจ๊อกเมเรื่อยๆในช่วงที่เกิดสงคราม เพราะการทำสงครามในพม่าในปัจจุบัน ไม่ได้รบกันแต่ในป่าเหมือนอดีต แต่รบกันในตัวเมือง การทิ้งระเบิดลงในพื้นที่ชุมชน เช่นวัด โรงเรียน โรงพยาบาลและบ้านเรือนของชาวบ้าน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในพม่าแทบทุกวัน
“คนที่นี่ไม่เคยนอนหลับได้สนิท ตั้งแต่เกิดเหตุปฏิบัติการ 1027 ท้ายสุด สงครามนี้ก็อาจจบลงด้วยการใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมืองและแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกองทัพพม่าและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ชีวิตคนธรรมดาทั่วไปนั้นต้องทุกข์อย่างไม่รู้จบ ตราบเท่าที่ยังไม่มีสันติภาพเกิดขึ้นอย่างแท้จริงในพม่า” เธอคิดไปไกลถึงอนาคต
…คนที่นี่ไม่เคยนอนหลับได้สนิท ตั้งแต่เกิดเหตุปฏิบัติการ 1027 ท้ายสุด สงครามนี้ก็อาจจบลงด้วยการใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมืองและแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกองทัพพม่าและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ชีวิตคนธรรมดาทั่วไปนั้นต้องทุกข์อย่างไม่รู้จบ ตราบเท่าที่ยังไม่มีสันติภาพเกิดขึ้นอย่างแท้จริงในพม่า…
เกี๋ยง เป็นนักศึกษาเรียนจบด้านสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัจจุบันยังทำงานอาสาให้กับองค์กรกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวด้านการเมือง และช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในรัฐฉาน อย่างไรก็ตาม หลังเรียนจบ เข้าสู่ชีวิตการทำงาน เกี๋ยง กลับมองไม่เห็นอนาคตใดๆในบ้านเกิด
“ในตอนแรกก็ยังมีงานทำอยู่บ้าง แต่ในระยะหลังๆ แทบไม่มีรายได้เลย สงครามเริ่มรุนแรงขึ้น โดยเริ่มที่เมืองจ๊อกเมก่อน ฉันคิดว่าอยู่ที่รัฐฉานต่อไปคงไม่สามารถหางานได้และด้วยกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารของกองทัพพม่า จึงทำให้ตัดสินใจมาไทย” เกี๋ยง ยังกล่าวว่า ถ้าเป็นไปได้ อยากใช้ชีวิตอยู่ในประเทศของตัวเอง เพราะคุ้นชินกับที่นั่น การมาอยู่ไทย เธอนั้นต้องเริ่มต้นนับศูนย์ใหม่ทั้งหมด
เช่นเดียวกับ แอนนี่ หญิงสาวตาคมวัย 23 ปีอีกรายหนึ่ง ที่พื้นเพมาจากครอบครัวชาวมุสลิมในเมืองย่างกุ้ง พ่อของเธอตัดสินใจส่งเธอกลับมาเรียนในประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากที่เธอต้องหยุดเรียนที่พม่าเนื่องจากรัฐประหาร
“ฉันมีเชื้อสายทั้งปากีสถาน อินเดีย ยะไข่ ไทใหญ่และพม่า ฉันจึงไม่รู้ว่าจะเรียกตัวเองเป็นคนเชื้อชาติไหนกันแน่” แอนนี่แนะนำตัวเองอย่างติดตลก
เธอเล่าว่าเคยเป็นสมาชิกของสหภาพนักศึกษาในย่างกุ้ง และเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองย่างกุ้ง ในช่วงที่มีการยึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2564 แต่หลังการยึดอำนาจรัฐประหาร ทำให้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของเธอเป็นเช่นเดียวกับนักศึกษาอีกหลายล้านคนทั่วพม่าคือหยุดชะงักไว้อย่างนั้น
แอนนี่เล่าว่า ในช่วงที่มีการรัฐประหาร เธอมีส่วนร่วมกับนักศึกษาคนอื่นๆทั้งการประท้วงอย่างสันติเพื่อแสดงเจตจำนงไม่ยอมรับการยึดอานาจรัฐประหาร แต่หลังจากกองทัพยึดอำนาจประเทศ ชีวิตคนหนุ่มสาวในพม่าเริ่มถูกคุกคาม ทั้งการเคาะประตูตรวจตามบ้านตอนกลางคืน การถูกตรวจสอบโทรศัพท์มือถือเวลาออกไปข้างนอก และถูกจับกุมหากทางการต้องสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับฝ่ายต่อต้าน ผู้คนที่แอนนี่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นประธานของสหภาพนักศึกษา รุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยเริ่มถูกจับไปทีละคน และในที่สุดพี่ชายของเธอก็เป็นหนึ่งในนั้น
“มีเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นในเมืองของฉันทำให้มีเจ้าหน้าที่ทหารพม่าเสียชีวิต 4 ราย ตอนที่พี่ชายของฉันและเพื่อนถูกจับที่บ้านหลังหนึ่ง ทางการไม่พบอาวุธใดๆในบ้านหลังนั้น พี่ชายของฉันไม่ได้ทำผิดอะไรเลยแต่ถูกตั้งข้อหาว่ามีอาวุธในครอบครอง
“เขาถูกทรมานอย่างน่าสงสารที่สุดจนทนต่อไปไม่ไหว จึงรับสารภาพ เขาถูกพิพากษาเป็นเวลา 7 ปี ในขณะที่บางคนถูกพิพากษาจำคุก 14 ปี เขาถูกส่งตัวไปยังเรือนจำอินเส่ง และเพิ่งถูกย้ายไปที่เรือนจำ ‘ตะยะวดี’ เมื่อปี 2566 ญาติพี่น้องไม่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยมเขาเลย ฉันยังไม่ได้มีโอกาสได้เจอเขา เพราะฉันอยู่ที่ประเทศไทย ขณะนี้เขาถูกจำคุกเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว คุกที่นั่นเข้มงวดมากๆ บางครั้งเจ้าหน้าที่เรือนจำลบข้อความในจดหมายทั้งหมด เว้นไว้แต่ข้อความที่พี่ชายของฉันร้องขออยากกินอาหารอะไรบ้างไว้แค่นั้น ฉันคิดว่า พวกเขาลบข้อความที่พี่ชายของฉันต้องการจะสื่อถึงปัญหาในคุก” เธอกล่าว
เมื่อเล่าถึงชีวิตของตัวเองบ้าง แอนนี่อธิบายอุปสรรคของการมาใช้ชีวิตที่ไทยคือ ค่าครองชีพที่สูงมากเมื่อเทียบกับในพม่า พ่อต้องเป็นคนแบกรับค่าใช้จ่ายนี้ทั้งหมดเพียงลำพัง
“บางครั้งฉันอยากจะดรอปเรียนเมื่อเห็นพ่อต้องแบกรับภาระค่าเรียนของฉัน ไม่เพียงแต่สนับสนุนฉันเท่านั้น แต่พ่อยังแบกรับค่าใช้จ่ายของพี่สาวที่เรียนอยู่ที่ไทยเช่นเดียวกัน รวมทั้งค่าใช้จ่ายของพี่ชายฉันที่ยังอยู่ในคุก เวลาเราทำกับข้าวส่งไปให้พี่ชาย เราจะทำเผื่อเพื่อนๆของพี่ชายที่ถูกจับด้วยอีก 3-4 คน บางครั้งที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินจั้ตร่วงต่ำมากๆ ทำให้ฉันไม่มีกะจิตกะใจที่จะเรียน เพราะสงสารพ่อ” แอนนี่ด้วยเล่าว่า เธอไม่ได้ขอรับทุนการศึกษาจากที่ไหน เพราะคิดว่ายังมีคนเดือดร้อนกว่าเธออีกมากที่ต้องการทุน
อีกคนที่ชีวิตต้องพลิกผัน คือ ‘หน่าย’ วัย 24 ปี หากไม่เกิดวิกฤติการเมืองในพม่า ป่านนี้เขาอาจกำลังทำงานในสำนักงานที่ไหนสักแห่งในย่างกุ้ง หน่ายเป็นนักศึกษาปีที่ 4 ในช่วงที่เกิดการรัฐประหาร เขาไม่ได้สนใจการเมืองขนาดมากนัก แต่ในช่วงชีวิตนักศึกษาในย่างกุ้ง เขาและเพื่อนนักศึกษาทุ่มสุดตัวในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษาในพม่า ซึ่งท้ายสุดกลับพบว่า การปฏิรูปการศึกษากับการเมืองก็เป็นเรื่องเดียวกัน
“ในขณะนั้น รัฐบาลให้ความสนใจไปยังการเมือง เช่น การเจรจาสันติภาพ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ การปฏิรูปการศึกษาจึงไม่ใช่หัวข้อหลักที่รัฐบาลให้ความสนใจ แม้แต่ในหมู่นักศึกษาด้วยกันเองก็มีข้อถกเถียงกัน เช่น เราควรให้ความสำคัญกับเรื่องไหนก่อน บางคนให้เห็นความเห็นว่า ให้ความสำคัญเรื่องการเมืองก่อนการปฏิรูปการศึกษา
“ขณะที่เพื่อนนักศึกษาบางคนเห็นว่า ควรทำไปพร้อมๆกัน เรามีความคิดเห็นที่หลากหลายมากมายในตอนนั้น ผมเข้าเป็นสมาชิกสหภาพนักศึกษา เรามีสหภาพนักศึกษามากมายในประเทศพม่า และเราเป็นพันธมิตรและทำงานขับเคลื่อนด้วยกัน” เขากล่าว
“ตอนที่อยู่ในคุก ผมถูกปฏิบัติเหมือนสัตว์ นักโทษการเมืองถูกปฏิบัติอย่างเลวร้ายในทุกๆด้าน ถูกขังอยู่ในพื้นที่เล็กๆที่จำกัด แต่ผมพยายามมองว่า มันเป็นแค่อุปสรรคท้าทายในชั่วขณะเท่านั้น” หน่ายยังกล่าวว่า โทษที่เขาได้รับเป็นโทษเบาที่สุด เมื่อเทียบกับเพื่อนนักศึกษาบางคนของเขาที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลามากกว่า 10 ปี หรือบางคนถึงขั้นถูกตัดสินประหารชีวิต ซึ่งเขาบอกว่า ตัวเองนั้นโชคดีกว่าคนอื่นๆ อีกมาก
หน่ายยังเล่าว่า ยิ่งทำงานในด้านการปฏิรูปการศึกษามากขึ้นเท่าไหร่ เขากลับพบว่า มันเชื่อมไปถึงการสร้างสันติภาพในพม่า การปฏิรูปการเมือง หรือแม้แต่ในด้านเศรษฐกิจก็ตาม ดูเหมือนทุกอย่างจะเกี่ยวโยงกันไปหมด เขาเคลื่อนไหวการปฏิรูปการศึกษาโดยได้ทำงานกับทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ไปจนถึงรัฐมนตรีด้านการศึกษา โดยหัวข้อหลักๆที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปคือ การกระจายอำนาจการศึกษาไปยังพื้นที่อื่นๆของประเทศ การศึกษาไม่ควรให้โอกาสแก่ชาวพม่าในเมืองใหญ่ๆเท่านั้น แต่ควรให้สิทธิโอกาสเท่าเทียมกับคนชาติพันธุ์อื่นๆด้วย รวมไปถึงการเพิ่มงบประมาณในด้านการศึกษา แต่จุดหักเหของชีวิตหน่ายเกิดขึ้น หลังการรัฐประหาร เมื่อ 2564 ด้วยเช่นเดียวกัน
“สหภาพนักศึกษามีบทบาทสำคัญในการเมืองพม่ามาโดยตลอด สายเลือดนักปฏิวัติมันอยู่ใน DNA ของพวกเราอยู่แล้ว ผมไม่คิดเลยว่าจะเกิดรัฐประหารเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อมันเกิดขึ้น พวกเราก็พร้อมเคลื่อนไหวต่อต้านในทันที สิ่งแรกคือการออกแถลงการณ์ต่อต้านการรัฐประหาร เราเริ่มหาพันธมิตร อย่างพรรคการเมือง เราเริ่มติดต่อหานักเขียน นักการเมือง นักเคลื่อนไหว และสหภาพแรงงาน เพื่อสอบถามว่า พวกเขามีแนวทางอย่างไรเพื่อใช้ต่อสู้กับเผด็จการทหาร ตอนนั้นเรายังเป็นแค่นักศึกษา ผมอายุแค่ 20 ปีเท่านั้น” หน่ายย้อนความทรงจำ
หน่ายได้เข้าร่วมประท้วงเพียงแค่ 2 เดือน ในเดือนเมษายน 2564 เขาก็ถูกจับกุมและถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปี ในข้อหา 505 (A) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทหารใช้เล่นงานกับฝ่ายต่อต้าน เขาและเพื่อนถูกจับเพราะมีอุปกรณ์สำหรับใช้ประท้วงอยู่ในครอบครองระหว่างเดินทางกลับบ้าน
“ตอนที่อยู่ในคุก ผมถูกปฏิบัติเหมือนสัตว์ นักโทษการเมืองถูกปฏิบัติอย่างเลวร้ายในทุกๆด้าน ถูกขังอยู่ในพื้นที่เล็กๆที่จำกัด แต่ผมพยายามมองว่า มันเป็นแค่อุปสรรคท้าทายในชั่วขณะเท่านั้น” หน่ายยังกล่าวว่า โทษที่เขาได้รับเป็นโทษเบาที่สุด เมื่อเทียบกับเพื่อนนักศึกษาบางคนของเขาที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลามากกว่า 10 ปี หรือบางคนถึงขั้นถูกตัดสินประหารชีวิต ซึ่งเขาบอกว่า ตัวเองนั้นโชคดีกว่าคนอื่นๆ อีกมาก
หน่ายได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด หลังถูกจองจำเป็นเวลาสองปี มีหลายอย่างที่เขาต้องปรับตัวและตามให้ทันหลังได้รับอิสรภาพ เขาสัญญากับตัวเองว่าจะกลับมาตั้งใจเรียนให้จบ แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลกอีกครั้ง เมื่อกองทัพพม่าประกาศใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา
“ก่อนหน้านั้น ผมคิดว่าจะอยู่ในพม่าต่อไป แม้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายอย่าง ผมคิดว่าจะผ่านไปได้ แต่พอออกกฎหมายเกณฑ์ทหาร เรื่องนี้มันต่างออกไป แม้ทหารบอกว่า มันเป็นแค่กฎหมาย แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น พวกเขาจับทุกคนเข้ากองทัพ ผมมองว่า กฎหมายเกณฑ์ทหารนี้กำลังกลายเป็นทางเลือกสำหรับคนหนุ่มสาวว่า จะหนีหรือจะจับปืนเข้าป่า” หน่ายกล่าว
หน่ายเลือกการหนีออกจากประเทศและทำตามความฝันของตัวเอง เขาได้เรียนชั้นปีที่ 1 อีกครั้งที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไทยโดยได้รับทุนการศึกษา ที่นี่เขาได้เจอเพื่อนรุ่นน้องหลายคนที่เคยเรียนที่มหาลัยเดียวกันในย่างกุ้ง ตอนนี้พวกเขากลายเป็นนักศึกษารุ่นพี่ของหน่ายไปเสียแล้ว
เมื่อถามว่าเขายังสนใจในประเด็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในพม่าอีกหรือไม่ หน่ายตอบว่ายังไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมที่จะพูดถึงตอนนี้ สิ่งที่คนรุ่นใหม่พม่าพูดถึงในเวลานี้ก็มีแต่เรื่องการเมือง แม้การศึกษาในพม่าหลังรัฐประหารเข้าขั้นวิกฤติเพราะมีจำนวนคนหนุ่มสาวเพียงหยิบมือเท่านั้นที่สามารถเรียนต่อในระดับชั้นมหาวิทยาลัย
“เมื่อปี 2566 มีนักเรียนจำนวนเพียง 20,000 คนเท่านั้น ที่เรียนต่อในชั้นมหาวิทยาลัย ซึ่งปกติแล้ว มีนักเรียนมากถึง 200,000 คน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนๆที่จะมีการทำรัฐประหาร มีข้อมูลหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ คนหนุ่มสาวจำนวนมากติดอยู่ในป่า
“บางคนเข้าร่วมทางการเมือง เช่น ขบวนการอารยะขัดขืน CDM เพื่อนในชั้นเรียนของผมบางส่วนอยู่ในป่า บางส่วนอยู่ในคุก บางส่วนหยุดเรียนหางานทำ และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้ไปเรียนต่อในต่างประเทศเช่นผม” เขากล่าว
สิ่งทีหน่ายพูดถึงสอดคล้องกับข้อมูลของ จายหลาว นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ เมืองล่าเสี้ยว ทางเหนือของรัฐฉาน โดยเพื่อนร่วมชั้นเรียนในมหาวิทยาลัยของเขาจาก 40 คน มีเพียง 7 คนเท่านั้นที่ตัดสินใจกลับไปเรียน หลังเกิดรัฐประหาร ในขณะที่เพื่อนรายรอบตัวหลายคนตัดสินใจเข้ารับการฝึกทหารกับกองกำลังปะหล่อง TNLA (Ta’ang National Liberation Army-TNLA) และกองทัพเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army)
“ยิ่งในปีแรกของการรัฐประหาร ไม่มีเพื่อนนักศึกษาคนไหนกลับไปเรียน กองทัพพม่ากดดันมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมากดดันพ่อแม่ของพวกเรา เขายื่นข้อเสนอว่า หากผมกลับไปเรียน จะได้เรียนจบเร็วขึ้น ซึ่งเหลืออีกแค่ปีเดียวผมก็จะเรียนจบแล้ว พวกทหารต่อรองกับเราอย่างนั้น ก็เพื่อแสดงละครให้นานาชาติเห็นว่า ประเทศเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ผมรู้สึกกดดันมาก หัวใจผมหนักอึ้ง ถ้าผมกลับไปเรียน ก็เท่ากับผมสนับสนุนกองทัพพม่า แต่ผมก็ตัดสินใจหยุดเรียน ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ความฝันของผมได้จบสิ้นแล้วเช่นเดียวกัน
“ผมเชื่อว่า นี่จะเป็นสิ่งที่ผมไม่รู้สึกเสียใจในภายหลัง จะให้ผมเข้าป่าจับปืน ผมก็เป็นลูกชายคนโตที่ทิ้งครอบครัวไม่ได้”เขายังเล่าต่อว่า สิ่งที่ครอบครัวกดดันก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะทำอาชีพเกษตรกรรมไม่ได้มีเงินมากมาย แต่ก็พยายามส่งเสียให้ลูกชายได้เรียนสูงเพื่อจะมีชีวิตที่ดี แต่ก็ต้องใจสลายในท้ายที่สุดในเส้นทางทีเขาเลือก
แม้จายหลาวจะไม่ได้เข้าป่า แต่เขาช่วยเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยการระดมทุนเงินซื้ออาหาร รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ให้กับคนหนุ่มสาวที่อยู่ในป่า และเป็นครูสอนออนไลน์ให้กับมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งโดยฝ่ายตรงข้ามกองทัพพม่า แต่เมื่อคนรอบตัวที่เข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้านกองทัพเริ่มถูกจับตัวไปทีละคน เขาตระหนักได้ว่า อีกไม่นานภัยกำลังจะมาถึงตัวเขา
เขาพยายามย้ายที่อยู่บ่อยครั้ง แต่ในท้ายที่สุด จายหลาวตัดสินใจทิ้งบ้านเกิด เดินทางเข้าไทยในเดือนสิงหาคมของปี 2565 อย่างผิดกฎหมาย โดยไม่มีคนรู้จักในประเทศไทย สถานที่ทำงานแรกคือโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เขาอยู่ที่นั่นเป็นเวลากว่า 5 เดือน หวังเก็บเงินเพื่อยื่นทำบัตรแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมายไทย
“ผมถามตัวเองบ่อยๆว่า ชีวิตของผมมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร รู้สึกสิ้นหวังมากๆในตอนนั้น พ่อแม่ผมส่งให้ผมเรียนเพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ผมกลับมาทำงานอยู่ในโรงงานฆ่าสัตว์ในประเทศอื่น นั่นทำให้ผมไม่กล้าบอกครอบครัว เพราะกลัวพวกเขาผิดหวัง แต่ในเมื่อผมเลือกทางนี้แล้ว ผมก็ต้องเดินหน้าต่อ” จายหลาวเล่าว่าเขาได้รับค่าแรงวันละ 300 บาท แต่ต้องจ่ายค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ และเก็บเงินบางส่วนสำหรับทำบัตรแรงงานเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับเขาอยู่ไม่น้อย
หลังจากทำงานที่โรงฆ่าสัตว์ได้สักระยะหนึ่ง เขาได้ย้ายเข้าทำงานในร้านแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นพนักงานทอดมันฝรั่งอยู่ประมาณ 4 เดือน ชีวิตของจายหลาวเริ่มดีขึ้น หลังเขาได้รับคัดเลือกเข้าร่วมอบรมโครงการปั้นนักข่าวรุ่นใหม่ของสำนักข่าวแห่งหนึ่ง
ขณะนี้จายหลาวผันตัวเองเป็นนักข่าวภาษาพม่าให้กับสำนักข่าวชาติพันธุ์ และเป้าหมายของเขาในขั้นต่อไปคือ การได้กลับมาเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในไทยอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่การเรียนในสายวิศวกรรมศาสตร์ แต่หันเหความสนใจที่จะเรียนในคณะสังคมศาสตร์แทน เพื่อจะได้ช่วยเหลือสังคมต่อไป
—-
วิกฤตในพม่า กับความหวังของคนรุ่นใหม่ (ตอนที่ 2)




