Search

วิกฤตในพม่า กับความหวังของคนรุ่นใหม่ (ตอน 2)

โดย หมอกเต่หว่า 

เมื่อถามว่า หลังเกิดรัฐประหาร การทำงานร่วมกันระหว่างนักเคลื่อนไหวรุ่นเก่าและนักเคลื่อนรุ่นใหม่นั้นเป็นอย่างไรบ้าง

จายหลาว กล่าวว่า จากประสบการณ์ในมหาลัย เขาเคยมีโอกาสทำงานกับเครือข่ายของกลุ่มของนายมินโกหน่าย นักเคลื่อนไหวคนสำคัญของพม่านนักศึกษาพม่าปี 1988 และกลุ่มคนรุ่นใหม่อื่นๆอยู่บ้าง เขาพบว่า สหภาพนักศึกษาในย่างกุ้งนั้นมีความกระตือรือร้นมาก การเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักเคลื่อนไหวพม่านั้น สามารถทำมาได้ต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น ไม่เหมือนในเขตพื้นที่ชาติพันธุ์ 

“แต่ดูเหมือนเราจะเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ชาวพม่าได้น้อยมาก นั่นอาจเป็นเพราะจุดยืนแตกต่างกัน สำหรับจุดยืนของคนรุ่นใหม่กลุ่มชาติพันธุ์นั้นต้องการที่จะเห็นความเสมอภาคและต้องการระบอบสหพันธรัฐ การกระจายอำนาจเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะขอประชาธิปไตย คนชาติพันธุ์ต้องถูกกดขี่มาหลายทศวรรษแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลเช่นนั้น

“คนรุ่นใหม่ชาวพม่าอย่างคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม สิ่งที่พวกเขาต้องการคือเสรีภาพจากกองทัพพม่า พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงข้อเรียกร้องของพวกเรา นั่นคือเหตุการณ์ก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร แต่หลังรัฐประหาร พวกเขาเปลี่ยนไป พวกเขาหันมาสนับสนุนเรามากขึ้น แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า นั่นเป็นเพราะพวกเขาเข้าใจสถานการณ์ของพวกเราดีแล้วจริงๆ หรือว่าเพียงต้องการให้กลุ่มชาติพันธุ์เข้าร่วมการปฏิวัติเท่านั้น เพราะจุดยืนทางการเมืองอาจไม่สามารถเปลี่ยนกันได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ” เขากล่าว

ด้าน ‘หน่าย’ มองว่าตัวเขาเองได้เรียนรู้จากนักเคลื่อนไหวรุ่นก่อนอยู่ไม่น้อย เพราะคนเหล่านั้น มีประสบการณ์ว่าต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อตอบโต้ทหาร แม้แต่ในตอนที่เขาอยู่ในคุก

“สิ่งหนึ่งที่นักเคลื่อนไหวรุ่นเก่าเรียนรู้จากเราคือ เราอาศัยอยู่ในยุคที่ค่อนข้างเสรีอยู่ช่วงหนึ่ง ดังนั้นเราจึงมีมุมมองทางการเมืองที่แตกต่างออกไปจากพวกเขา เรามีความรู้ในด้านต่างๆ ยกตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาอังกฤษหรือเทคโนโลยี แต่นักเคลื่อนไหวรุ่นก่อนส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย พวกเขาต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในคุก ดังนั้นเราจึงมีโอกาสได้สำรวจโลกภายนอก  มีความสัมพันธ์กับชุมชนนานาชาติมากกว่า แต่สิ่งที่เราเรียนรู้จากพวกเขาคือประสบการณ์”เขากล่าว 

นอกจากนี้ หน่าย ยังกล่าวด้วยว่า ด้วยบริบทและสถานการณ์ของพม่าในปัจจุบันนี้ การการต่อสู้ด้วยอาวุธของคนรุ่นใหม่ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ แม้ตัวเขาเองจะมีจุดยืนไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงก็ตาม เพราะกองทัพพม่าจะให้ความสนใจมาเจรจาก็ต่อเมื่อจับปืนสู้เท่านั้น

เขาเชื่อว่าในอนาคต คนรุ่นใหม่อาจไม่จำเป็นต้องจับอาวุธเพื่อดำเนินการทางการเมืองไปตลอด แต่ตอนนี้ เราต้องการการเคลื่อนไหวแบบนี้ไปก่อน

“ถึงแม้ว่าพวกเราจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แต่สิ่งแรกที่เราควรทำคือการหาข้อคิดเห็นที่ตรงกัน สิ่งที่เราต้องการตรงกันในเรื่องแรกคือ การถอนรากถอนโคนกองทัพเผด็จการทหารพม่า และเรื่องที่สองเราต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ”เขากล่าว 

ขณะที่ เกี๋ยง มองว่า ทุกฝ่ายควรหันมาเจรจาพูดคุยอย่างจริงใจ ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถแก้วิกฤติการเมืองในพม่าได้ และหากจีนยังเข้ามาแทรกแซงในการเมืองพม่า ความไม่ลงรอยยิ่งจะเกิดขึ้นและทำให้หลายอย่างยิ่งซับซ้อนไปอีก ขณะนี้จีนไม่ได้แค่ต้องการควบคุมพื้นที่ที่มีผลประโยชน์ของจีนอย่างรัฐฉานเท่านั้น แต่ต้องการที่จะควบคุมพม่าทั้งหมด

 “ฉันหวังให้วิกฤติความขัดแย้งยุติโดยเร็ว ฉันไม่อยากเห็นคนหนุ่มสาวต้องตายเหมือนใบไม้ร่วงในสงครามอีกแล้ว ฉันไม่อยากเห็นคนต้องทนทุกข์ทรมาน ในตอนนี้ ฉันแทบไม่เหลือกำลังใจใดๆ สิ่งที่โฟกัสตอนนี้คือการหารายได้ เพื่อช่วยเหลือครอบครัว” เกี๋ยงทิ้งท้าย

ทางด้านจายหลาวกล่าวว่า“ตัวผมยังมีโอกาสกว่าคนไทใหญ่อื่นๆที่มาจากเขตชนบทเสียด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าผมเก่งกว่าพวกเขา แต่ผมสามารถเข้าถึงโอกาสได้ง่ายกว่า เช่นการศึกษา คนเหล่านั้น นอกจากต้องวิ่งหนีการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจากทหารพม่าแล้ว พวกเขายังต้องวิ่งหนีจากการถูกเกณฑ์เป็นทหารจากกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ต่างๆที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ นั่นทำให้พวกเขาต้องมาเป็นแรงงานข้ามชาติในไทย

“สิ่งหนึ่งที่ผมอยากขอร้องก็คือ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากนานาชาติให้กับคนที่ยังเหลืออยู่ในพม่า ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนแก่และเด็ก ผมเป็นห่วงเด็กๆที่ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ถ้าหากโตมาก็อาจถูกกองทัพเกณฑ์ไปเป็นทหาร คิดดูว่า คนไม่มีการศึกษาและถือปืน จะยิ่งทำให้สถานการณ์นั้นเลวร้ายต่อไปอีกแค่ไหน” จายหลาวกล่าว

ส่วน แอนนี่ กล่าวทิ้งท้ายว่า ต้องการให้ไทยร่วมมือกับยูเอ็นในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และปฏิเสธไม่ได้ว่า ไทยกลายเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงในพม่าได้ เพราะไทยมีความเกี่ยวพันกับประเทศตะวันตก และไทยเองก็ยังมีอิทธิพลในอาเซียน

“ไม่ว่าจะเป็นแรงงานหรือผู้ลี้ภัยจากพม่า ฉันเชื่อว่าพวกเขาคงต้องอาศัยอยู่ในไทยชั่วคราวไปก่อน ตราบเท่าที่สถานการณ์ในพม่าไม่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่เป็นการมาอยู่ถาวร” เธอกล่าวว่า 

ขณะที่ หน่าย กล่าวว่า จากนี้เขาคงวางมือทางการเมืองสักพักและหันมาตั้งใจเรียนให้จบ หลังจากที่เขาต้องเสียเวลาไปแล้ว 7 ปี ทั้งในตอนที่เรียนที่ย่างกุ้งและตอนที่ถูกจองจำ  

“ผมกระหายการเรียนรู้มากในตอนนี้ ผมอยากจะพัฒนาตัวเองในทุกๆ ด้านในช่วงระยะเวลาอันสั้น ผมอยากทำหลายอย่างพร้อมๆกัน ในขณะที่ผมมีเวลาจำกัด ผมรู้ว่า ทุกอย่างต้องใช้เวลา ผมเข้าร่วมกิจกรรมมากมาย ทั้งเข้าร่วมกลุ่มชมรมอ่านหนังสือ เข้าร่วมการศึกษานอกระบบ หรือศึกษาด้วยตนเอง ผมไม่รู้สึกกดดันเลยกับการกลับมาเรียนมหาวิทยาลัย

“ผมกลัวที่สุดคือการสูญเสียการเชื่อมต่อกับเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างในพม่าที่กำลังเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงพม่า ผมกลัวที่จะสูญเสียตัวตนของผมจากการอยู่ห่างบ้านเกิด เพราะผมเคลื่อนไหวมาตลอดในระยะเวลา 6-7 ปีที่ผ่านมา แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นว่า การเปลี่ยนแปลงในพม่าจะเกิดขึ้นได้ก็ได้ด้วยพลังของคนข้างในประเทศ” หน่ายกล่าวทิ้งท้าย

——
วิกฤตในพม่า กับความหวังของคนรุ่นใหม่ (ตอน 1)