
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำ แม่น้ำกก สาย รวก และโขง ครั้งที่ 3/2569 ซึ่งมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ได้นำเสนอรายงาน ข้อมูลการติดตามสถานการณ์การปนเปื้อนของสารโลหะหนักในดินพื้นที่ลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงการจัดการปัญหาคุณภาพน้ำและผลกระทบต่อสุขอนามัยในพื้นที่วิกฤติ
ทั้งนี้กรมพัฒนาที่ดินได้เก็บตัวอย่างลุ่มน้ำกกในช่วงเดือนพฤษภาคม-ธันวาคม 2568 เพื่อตรวจการปนเปื้อนในตะกอนดิน ดิน น้ำ และพืช โดยเก็บตัวอย่างดินที่เชียงราย 186 ตัวอย่าง เชียงใหม่ 64 ตัวอย่าง และเก็บตัวอย่างพืชร่วมกับหน่วยงานอื่นในเชียงราย 73 ตัวอย่าง เชียงใหม่ 50 ตัวอย่าง การเก็บตัวอย่างแบ่งตามระยะห่างจากลำน้ำเป็น 5 ระยะ คือ 100, 200, 500, 1,000 และ 2,000 เมตร พบว่าพื้นที่เสี่ยงอยู่ในระยะ 1,000 เมตร ใน 3 ตำบล คือ ตำบลห้วยชมพู ตำบลดอยยาว และตำบลดอยฮาง จ.เชียงราย รวม 18 จุด แบ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วม 11 จุด และพื้นที่น้ำไม่ท่วม 7 จุด
นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เฝ้าระวังอีกหลายจุดตลอดลำน้ำกก โดย พด. ได้นำแผนที่ธรณีเคมีประเทศไทยด้านธาตุอาร์เซนิกมาประกอบรายงาน ซึ่งพบว่าจุดเสี่ยงดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ที่มีสารหนูในปริมาณสูงด้วย ส่วนลำน้ำสายและน้ำรวก ได้เก็บตัวอย่างเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ รวม 148 ตัวอย่าง แบ่งเป็นน้ำสาย 52 ตัวอย่าง และน้ำรวก 96 ตัวอย่าง ขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ดินโดยสำนักวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน
(ดูรายละเอียดผลตรวจของกรมพัฒนาที่ดินได้ที่ https://transbordernews.in.th/home/wp-content/uploads/wp-1775742958340.pdf )
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรที่สูงเชียงราย ได้รายงานในที่ประชุมถึงผลตรวจพืชผักซึ่งได้เก็บตัวอย่างพืชจากแปลง GAP ของเกษตรกร เพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนโลหะหนัก 4 ชนิด คือ สารหนู ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 -กุมภาพันธ์ 2569 ในพื้นที่ อ.เมือง อ.เวียงชัย อ.เชียงแสน อ.เวียงเชียงรุ้ง อ.ดอยหลวง และ อ.แม่สาย
ผลการตรวจสอบเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ในพื้นที่ อ.เมือง พบโลหะหนักปนเปื้อนเกินมาตรฐาน โดยพบแคดเมียม 4 ตัวอย่าง คือผักฮ่องเต้ ผักกาดเขียวปลี ผักกวางตุ้ง และตะไคร้ และพบตะกั่ว 1 ตัวอย่างในผักกาดเขียวปลี ต่อมาในการตรวจเมื่อวันที่ 12-14 มกราคม ปีนี้ ในพื้นที่ อ.เมือง พบแคดเมียม 7 ตัวอย่าง ในเบบี้คอส มะเขือเปราะ ปวยเล้ง ผักกาดเขียวปลี ผักกาดฮ่องเต้ และพบตะกั่ว 2 ตัวอย่างในเบบี้คอสและปวยเล้ง
ด้าน ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า
ข้อสังเกตจากผลการตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนสารหนูในดินนั้นได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ หมายความว่าสารหนูได้แพร่กระจายในพื้นที่ลุ่มน้ำกกแทรกซึมตามพื้นดินจากข้อมูลที่กรมพัฒนาที่ดินได้รายงาน แม้ว่าในเบื้องต้นในทางธรณีเคมีพื้นที่ที่ตรวจพบว่าเป็นจุดเสี่ยงสูงเกินค่ามาตรฐานนั้นจะเป็นพื้นที่โซนของการมีอยู่ของสารหนูจากแหล่งแร่ในทางธรรมชาติก็ตาม แต่การที่สารหนูจะถูกปลดปล่อยจากพันธะกับแร่ต่างๆนั้นมักจะมาจากการถูกรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะการทำเหมืองแร่เป็นหลัก ดังนั้นข้อสมมติฐานหรือข้อถกเถียงเกี่ยวกับแหล่งที่มาของสารหนูในแม่น้ำกกจึงมุ่งเป้าไปที่การทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของสารหนูและโลหะหนักอื่นที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมดังกล่าว
“สิ่งที่จะต้องวิเคราะห์และประเมินผลกระทบต่อเนื่องคือจะทำอย่างไรในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารหนูในดินที่มีความเสี่ยงสูงที่เกินค่ามาตรฐานการเพาะปลูกพืชอาหารทั้งคนและสัตว์ เกษตรกรที่มีที่ดินจำกัดโดยเฉพาะพื้นที่โซนแดงจะมีแนวทางมาตรการดูแลและช่วยเหลืออย่างไรจากภาครัฐ เช่นเดียวกันหากพื้นที่นั้นเป็นที่ดินของรัฐแต่เป็นพื้นที่ส่วนรวมที่ชุมชนใช้ประโยชน์ในด้านปศุสัตว์ย่อมกระทบต่อแหล่งเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้านในพื้นที่ตามมา”ผศ.ดร.เสถียร กล่าว
นักวิจัยผู้นี้กล่าวว่า เช่นเดียวกันหากจะส่งเสริมปลูกพืชทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่พืชอาหาร คำถามที่ตามมาคือจะมีแนวทางการส่งเสริมทั้งพืชที่ปลูก องค์ความรู้ กลไกตลาดและแหล่งรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรอย่างไรแทนพืชอาหารที่ชาวบ้านทำกันมาชั่วชีวิต ล้วนเป็นคำถามที่รัฐต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องเหล่านี้ ประเด็นเหล่านี้คือเรื่องที่รัฐต้องขบคิดและคิดต้นทุนที่ต้องจ่ายจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสารโลหะหนักปนเปื้อนในระบบนิเวศลุ่มน้ำกกเพื่อนำไปสู่ชุดข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นยิ่งในการนำไปพิจารณาจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่การเจรจาระหว่างประเทศกับผู้ก่อมลพิษข้ามพรมแดน
“สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมิใช่เฉพาะปัญหาผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดนแต่ยังมาจากปัญหาวิธีคิดของรัฐ (หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) เองด้วยที่มองแต่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแบบตั้งรับ สิ่งสำคัญคือจะตั้งรับอย่างไรเพื่อจะตีโต้กลับไปสู่ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในการนำไปสู่โต๊ะเวทีการเจรจาหยุดแหล่งกำเนิดโดยมิสูญเปล่า สารโลหะหนักเหล่านี้คือมฤตยูเงียบที่ทำลายสุขภาพและจะสร้างความเจ็บที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของผู้รับสัมผัสแบบสะสมของประชาชนในพื้นที่ตลอดลุ่มน้ำ ดังนั้นเมื่อมันคือความมั่นคงของมนุษย์ย่อมเป็นความมั่นคงของประเทศชาติด้วย”ผศ.ดร.เสถียร กล่าว
(อ่านรายละเอียดในบทความของ ผศ.ดร.เสถียรใน https://transbordernews.in.th/home/?p=45706 )