เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ (May Day) ประจำปี 2569 (วันที่ 1 พฤษภาคม) ขบวนการแรงงานในหลายพื้นที่ได้เตรียมจัดกิจกรรมต่างๆกันหลากหลาย โดยเวทีหลักอย่างเป็นทางการซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงแรงงานคือขบวนของกลุ่มสภาองค์การลูกจ้าง 26 แห่งและ1รัฐวิสาหกิจ โดยได้นัดรวมตัวกันตั้งแต่เช้าที่สะพานมัฆวาน ถ.ราชดำเนิน กทม.ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการ กทม. ซึ่งในปีนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ทำหน้าที่รับข้อเรียกร้องจากผู้นำแรงงานพร้อมกล่าวปราศรัยกับผู้ใช้แรงงานแทน
สำหรับประธานในการจัดงานปีนี้คือประธานสภาลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย โดยได้จัดทำข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติไว้ 8 ข้อ ประกอบด้วย 1. ให้รัฐบาลเร่งรัดการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และฉบับที่ 98ว่าด้วยเรื่องสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง
2. ให้รัฐบาลตราพระราชบัญญัติหรือประกาศเป็นกฎกระทรวงให้มีการจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง เพื่อเป็นหลักประกันในการทำงานของลูกจ้าง
3. ให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีเงินได้จากเงินก้อนสุดท้ายที่นายจ้างจ่ายให้กับลูกจ้างเมื่อพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างในทุกกรณี
4. ให้พนักงานรัฐวิสาหกิจสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตาม ม.40 ได้ 5. ให้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันสังคม อาทิ ขยายวงเงินกรณีการคลอดบุตรจากเดิม 15,000 บาท เป็น 30,000 บาท
6 .ให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ดำเนินการและตรวจสอบให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างเหมาค่าแรง
ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด 7. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวงสามฉบับออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเพราะมีข้อความตัดสิทธิลูกจ้างรายเดือนที่ทำงานล่วงเวลา 8 .ให้แต่งตั้งคณะทำงานติดตามข้อเรียกร้องวันเห่งชาติ ปี พ.ศ. 2569
ขณะที่ขบวนการแรงงานอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบด้วยสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย(สสรท.)และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.)ได้นัดรวมตัวกันที่อนุสวรีย์ประชาธิปไตยและเคลื่อนขบวนไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล โดยข้อเรียกร้องปีนี้ประกอบด้วย 1.แก้ไขปัญหาเรื่องพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า สินค้าราคาแพง 2.ขอให้รัฐบาลเร่งให้สัตยาบันองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO)ฉบับที่ 87 และ 98
3..ขอให้สนับสนุนส่งเสริมระบบไตรภาคีโดยให้มีการปรับขึ้นราคาค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นธรรมต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้เท่ากันทั้งประเทศ 4.ปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม โดยใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจน
5. ปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ ให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมในมาตรฐานเดียวกันทั้งการจ่ายเงินสมทบ และสิทธิประโยชน์ 6. ยกเลิกการจ้างงานระยะสั้น ชั่วคราว เหมางาน เหมาบริการ เหมาค่าแรง ทั้งแรงงานภาคเอกชนและลูกจ้าง
7.รัฐบาลต้องผ่านร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ..และยกเลิกการใช้แร่ใยหินในทุกผลิตภัณฑ์ทันทีตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และมติคณะรัฐมนตรี 8.เรื่องแรงงานข้ามชาติ ข้อเสนอเร่งด่วน ขอให้รัฐบาลยกเลิกระบบใบอนุญาตทำงานอิเล็กทรอนิคส์ หรือ ใบอนุญาตทำงานออนไลน์(E-work Permit)เพราะมีความยุ่งยาก และ เข้าไม่ถึง
ขณะที่พรรคประชาชน ได้จัดกิจกรรมรณรงค์แก้ไขกฎหมายประกันสังคม ในวันที่ 1 พฤษภาคมเช่นเดียวกัน โดยเวลา 14.30 นัดรวมตัวกันที่แยกบางโพและเดินขบวนไปยังอาคารรัฐสภา พร้อมเปิดเวทีปราศรัยที่ลานประชาชน
นายเซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชนกล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมควรแยกออกเป็นอิสระจากราชการ และเปิดเผยข้อมูลต่างๆให้ผู้ประกันตนทราบอย่างโปร่งใส ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพราะนับวันกองทุนประกันสังคมโตมากขึ้นอีกไม่นานก็จะมีเม็ดเงินถึง 3 ล้านล้านบาท การบริหารควรเอาคนมีความรู้ความสามารถและเป็นมืออาชีพเพื่อให้เกิดความคล่องตัว และยึดโยงอยู่กับประชาชนเพราะที่ผ่านมาผู้ประกันตนไม่มีส่วนร่วมเลยจนกระทั่งมีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมเมื่อปี 2566 จึงทำให้ผู้ประกันตนได้มีส่วนร่วมมากขึ้น
นายเซียกล่าวว่า การจัดงานในวันแรงงานแห่งชาติปีนี้ ข้อเรียกร้องบางข้อยังคงเหมือนเดิมสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เคยแก้ไขปัญหาจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องการรับรองอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 ของไอแอลโอ ซึ่งผู้ใช้แรงงานเรียกร้องมาแล้วราว 30 ปี แต่รัฐบาลมักอ้างว่าต้องแก้ไขกฎหมายขึ้นมารองรับก่อน
“มันขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะแก้ไขให้ผู้ใช้แรงงานจริงหรือไม่ การรับรองอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับพวกเราสนับสนุนมาโดยตลอดเพราะต้องการให้เกิดการรวมตัวของผู้ใช้แรงงานและการเจรจาต่อรอง ก่อนหน้านี้เราได้เสนอ ร่าง พรบ.สหภาพรงงาน ซึ่งเป็นการน้ำเอาหลักการของ พรบ.แรงงานสัมพันธ์มาแก้ไขใหม่ เพื่อให้เกิดการรวมตัวง่ายขึ้น เพราะที่ผ่านมาเสียงที่คนงานสะท้อนมักไม่ได้ยินและไม่ดังเท่าเสียงของผู้ประกอบการหรือนายทุนใหญ่ แต่หากผู้ใช้แรงงานรวมตัวเยอะๆและร่วมกันตะโกนก็ทำให้เสียงดังและมีพลังในการเปลี่ยนแปลง”นายเซีย กล่าว
ด้านนส.อรุณี ศรีโต ผู้นำแรงงานหญิงและประธานศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติกล่าวว่า การจัดงานวันแรงงานแห่งชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้สะท้อนจิตวิญญาณและอุดมการณ์ที่แท้จริงเพื่อรับใช้ผู้ใช้แรงงาน เนื่องจากเป็นเพียงการจัดกิจกรรมที่เป็นพิธีกรรมของรัฐบาล โดยสนับสนุนงบประมาณให้สภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นประธาน ทำให้ขณะนี้มีสภาองค์การลูกจ้างเพิ่มสูงขึ้นเป็น 26 แห่ง เพราะหลายแห่งแตกตัวไปจากสภาองค์การลูกจ้างเดิมเพราะต้องการให้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตำแหน่งต่างๆในไตรภาคี รวมถึงการส่งคนไปร่วมประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ไอแอลโอ)
“เราจะเห็นว่าคนที่ได้ไปประชุมไอแอลโอก็เป็นคนกลุ่มเดิมๆหน้าซ้ำๆ การจัดงานวันแรงงานแห่งชาติก็เช่นกันที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสภาองค์การลูกจ้าง ทั้งๆพวกเขาเป็นแค่เพียงคนกลุ่มเดียวและไม่ใช่แรงงงานส่วนใหญ่ของประเทศ จริงๆแล้วคุณจุลพันธุ์ (อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน)ควรรื้อหรือปฎิรูประบบได้แล้ว เพราะเดี๋ยวนี้กลายเป็นที่หากินของคนบางกลุ่ม จนคนงานบางส่วนมองว่าเป็นพวกมาเฟียในขบวนการแรงงาน”นส.อรุณี กล่าว
ผู้นำแรงงานกล่าวว่า การจัดงานวันแรงงานในสมัยก่อน ผู้นำรุ่นเก่ามีอุดมการณ์และไม่เคยพึ่งพางบประมาณจากราชการ เขาจัดกันเอง ไฮปาร์คกันอย่างเต็มที่ ยื่นข้อเรียกร้องที่เป็นความต้องการของคนงานอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องมีนายกรัฐมนตรีมาคอยเปิดงานหรือหาเสียง แต่สมัยนี้อุดมการณ์ถดถอยไปมาก การจัดงานกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ เห็นแล้วน่าเหนื่อยใจ
นายชาลี ลอยสูง ที่ปรึกษาสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย(สสรท.)กล่าวว่า ได้มีการเสนอแก้ไข พรบ.แรงงานสัมพันธ์ซึ่งเข้าไปสู่คณะรัฐมนตรีแล้ว แต่ยุบสภาก่อน โดยควรนิยามคำว่าคนงานใหม่ คือต้องไม่ใช่แค่คนงานในสถานประกอบการหรือโรงงานเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมทุกสาขาอาชีพซึ่งในต่างประเทศใช้คำว่า “คนทำงาน”
นายชาลีกล่าวว่า ขบวนการแรงงานเกิดความอ่อนแอซึ่งเป็นไปตามความต้องการของภาครัฐที่มีการแบ่งแยกพนักงานรัฐวิสาหกิจออกจากแรงงานเอกชน ทำให้กลายเป็นจุดอ่อน เช่น แย่งชิงงบประมาณในการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ แย่งชิงตำแหน่งในคณะกรรมการไตรภาคีชุดต่างๆ หรือการเดินทางไปร่วมประชุมไอแอลโอโดยไม่สนใจที่จะสะท้อนปัญหาที่แท้จริงแต่กลับตกลงไปก่อนหน้านี้แล้วกับรัฐบาลว่าจะพูดอะไร
นายชาลีกล่าวว่า ทุกวันนี้การจัดตั้งสหภาพแรงงานทำได้ยาก เพราะในกฎหมายกำหนดให้ผู้ก่อการ 10 ยื่นเรื่องมาที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน แต่เมื่อนายจ้างรู้ตัวก็มักไล่หรือเลิกจ้างคนเหล่านี้ออกก่อน โดยตั้งข้อหาอื่นๆ
“ควรให้แรงงานภาครัฐวิสาหกิจและแรงงานภาคเอกชนกลับมาอยู่ในกฎหมายเดียวกัน เพราะขบวนการแรงงานขาด 3 อย่างคือ 1 ไม่มีบารมี 2ไม่มีเงิน 3 ไม่มีอำนาจ อนุสัญญาไอแอลโอมาตรา 87-98 สนับสนุนการรวมตัวทำให้เกิดความเข้มแข็งและมีพลัง ซึ่งรัฐบาลอาจไม่ชอบจึงต้องทำให้ขบวนการแรงงานอ่อนแอ แต่หากได้รัฐบาลที่มาจากประชาชนจริงๆ ก็ควรเข้าใจและดำเนินการแก้ไขเพราะต้องกำราบทุนที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน หากคุณจุลพันธ์ ต้องการสร้างผลงานชิ้นใหญ่และกลายเป็นประวัติศาสตร์ติดตัวตลอดไปก็ควรแก้เรื่องนี้”นายชาลี กล่าว
ขณะที่ ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน กล่าวว่าการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติในยุคก่อนเพื่อเป็นการแสดงออกของแรงงานที่ไม่ได้มีการจัดตั้งโดยทางการ และผู้เข้าร่วมเยอะ แต่ตอนหลังกลายเป็นกิจกรรมของกลุ่มจัดตั้งที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างรัฐและแรงงาน กลายเป็นประเพณีว่าเรียกร้องแบบนี้ รัฐก็รับข้อเรียกร้อง แต่ไม่ค่อยเกิดผล เป็นพิธีกรรมมาก
“ผมคิดว่าไม่ได้ผลเท่าไหร่ เอาเข้าจริงการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เข้าไปสู่การเรียกร้องของพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายแรงงานจะมีผลกว่า นี่เป็นการทำพิธีกรรมให้จบๆ ไป แม้ว่าจะบอกมีการติดตามแต่ก็ไม่ค่อยเห็นผล คล้ายๆ ประเทศคอมมิวนิสต์ที่ต้องมีพิธีกรรมที่เป็นทางการ แต่เป็นการแสดงแสนยานุภาพของภาครัฐมากกว่า” ดร.แล กล่าว
(อ่านรายละเอียดสัมภาษณ์ อ.แล ดิลกวิทยรัตน์ใน https://transbordernews.in.th/home/?p=45969 )
