เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ซอ ยิน ประธานสหพันธ์แรงงานข้ามชาติ (MWF) เปิดเผยถึงสถานการณ์แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยว่า ปัญหาใหญ่ที่แรงงานข้ามชาติกำลังเผชิญอยู่คือเรื่องการต่อใบอนุญาตทำงานเนื่องจากระบบมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งๆที่แรงงานข้ามชาติเคยทำบัตรมาแล้ว แต่ในการต่อใบอนุญาตเมื่อปี 2568 ไม่ทราบว่าทางการไทยได้หารือกับทางการพม่าไว้อย่างไร ให้ต้องส่งเอกสารไปที่ประเทศพม่าเพื่อให้อนุมัติ แต่ปรากฏว่าทางการพม่าไม่อนุมัติจำนวนมาก ประกอบการมีข่าวว่ารัฐบาลพม่าต้องการให้คนวัยหนุ่มสาวกลับไปเป็นทหาร จึงทำให้แรงงานข้ามชาติพม่าไม่กล้าต่อใบอนุญาต จึงทำให้แรงงานข้ามชาตินับแสนคนบัตรหมดอายุและส่งผลกระทบอื่นๆ ตามมา
ซอยินกล่าวว่า ที่ผ่านมาทางกรมการจัดหางานได้ให้บริษัทเอกชนเข้ามารับเหมาออกใบอนุญาต และตั้งเงื่อนไขว่าต้องเข้า e-WorkPermit หรือระบบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวทางอิเลคทรอนิกส์
โดยต้องให้นายจ้างเข้าระบบให้เพราะมีรหัสเพียงคนเดียว จึงเกิดปัญหาขึ้นระหว่างแรงงานที่ลงทะเบียนต้องตกค้างจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถต่อบัตรชมพูได้ ส่งผลไปถึงเรื่องลูกของแรงงานข้ามชาติไม่สามารถแจ้งเกิดได้เพราะเขาบอกว่าพ่อแม่ต้องมีบัตรหรือเอกสารไม่หมดอายุมาแสดง ดังนั้นจึงต้องรอให้มีเอกสารถูกต้องก่อนจึงจะทำให้ ดังนั้นจึงมีเด็กที่เป็นลูกแรงงานข้ามชาตินับร้อยคนไม่สามารถแจ้งเกิดได้ และขณะนี้ไม่มีเอกสารใดๆ บางคนเกิดมาไม่สมบูรณ์และต้องส่งต่อไปรักษาตัวในโรงพยาบาลใหญ่ แต่พ่อแม่ซึ่งเป็นแรงงานข้ามชาติก็ไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพให้เด็กได้
ประธานสหพันธ์แรงงานข้ามชาติ กล่าวว่า สำหรับเรื่องคุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาตินั้น ยังต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง กรณีของประกันสังคมนั้น ทุกวันนี้แรงงานนอกระบบ 3 กลุ่มคือ 1.แรงงานภาคเกษตร 2.ลูกจ้างทำงานบ้าน 3.แรงงานตามฤดูกาล ไม่สามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้ ขณะที่แรงงานข้ามชาติที่เป็นผู้ประกันตนแล้ว ก็ต้องเผชิญกับความซับซ้อนของระบบ เช่น ในแอปพลิเคชั่นของประกันสังคม ออกแบบให้เฉพาะคนที่มีเลข 13 หลักในบัตรประชาชนไทยเข้าถึงเท่านั้น แต่หากบัตรของแรงงานข้ามชาติที่ขึ้นต้นด้วยเลขศูนย์สองตัว จะไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ ดังนั้นการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆจึงยากกว่า เช่น การไปขอใช้สิทธิว่างงาน คลอดบุตร สงเคราะห์บัตร ต้องเดินทางไปยื่นด้วยตัวเองจึงต้องลางาน
“ในกฎหมายเขียนให้พวกเราได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนแรงงานไทยทั้งหมด จ่ายเงินสมทบ 5% เหมือนกันแต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น เช่น กรณีประกันว่างงาน เมื่อตกงาน แรงงานต่างข้ามชาติต้องหานายจ้างใหม่ให้ได้ภายใน 60 วัน ขณะที่สิทธิประโยชน์ว่างงานจ่ายให้ 90 วัน ดังนั้นภายใน 2 เดือน เราต้องหางานทำให้ได้ ทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์จริงๆแค่เดือนเศษๆ เรารู้สึกว่ากฎหมายไม่สอดคล้องกัน เราจำเป็นต้องจำยอมหาอาชีพใหม่ทันทีโดยไม่มีโอกาสเลือกงานได้เลย”ซอ ยิน กล่าว
ซอ ยินกล่าวว่า เช่นเดียวกับสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ ซึ่งในกฎหมายระบุให้ได้รับเมื่ออายุ 55 ปี แต่ในความเป็นจริง ยากมากที่จะมีแรงงานข้ามชาติทำงานได้ยาวนานขนาดนั้น และเมื่อเดินทางกลับไปพม่าแล้ว กว่าจะครบกำหนดก็คงไม่มีใครคิดที่จะกลับมาใช้สิทธิตัวนี้ จริงๆแล้วหากออกจากระบบประกันสังคมแล้วสามารถได้รับเงินสมทบชราภาพคืนหรือไม่ต้องถูกหักเงินสมทบตัวนี้ตั้งแต่ต้น จะทำให้แบ่งเบาภาระของแรงงานข้ามชาติได้
“แรงงานข้ามชาติจำนวนไม่น้อยไม่มีระบบคุ้มครองด้านสุขภาพ เนื่องจากเป็นลูกจ้างของบริษัทเหมาช่วง(Subcontract) ตอนแรกช่วงรอเข้าสู่ระบบประกันสังคมเขาก็ซื้อประกันชีวิตให้ แต่หลังจากได้บัตรเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่ได้นำเข้าสู่ระบบประกันสังคม และไม่ได้ซื้อประกันชีวิตต่อให้ เพราะไม่มีใครไปตรวจสอบ ทำให้แรงงานข้ามชาติจำนวนมากไร้ระบบประกันสุขภาพ”ซอ ยิน กล่าว
ประธานสหพันธ์แรงงานข้ามชาติกล่าวว่า แม้คุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติยังมีปัญหาหลายอย่าง แต่ถือว่าดีกว่าอยู่ในประเทศพม่า เพราะที่นั่นยังเกิดการสู้รบระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังชาติพันธ์ต่างๆ ทำให้ชีวิตที่นั่นต้องเสี่ยงทุกวัน และเมื่อได้มาอยู่ประเทศไทยจึงรู้สึกปลอดภัย และที่นี่มีหลากหลายอาชีพให้เลือกทำตามที่กฎหมายกำหนด ที่สำคัญคือ พรบ.คุ้มครองแรงงาน ไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ
“เรารู้สึกดีและขอบคุณที่เห็นทางการไทยและสังคมไทยพยายามเข้าใจเรา แม้พวกเราบางส่วนเข้ามาอย่างไม่ถูกต้อง แต่ทางการไทยก็พยายามเจรจากับรัฐบาลพม่าให้เราได้มีตัวตนและมีการขึ้นทะเบียนแรงงาน”ซอ ยิน กล่าว
ซอ ยินกล่าวว่า ทุกวันนี้แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ยังต้องจ่ายค่านายหน้าสูง เมื่อก่อนต้องหยิบยืมจากญาติพี่น้องมาจ่ายเป็นค่านายหน้าแล้วทำงานผ่อนจ่าย แต่ปัจจุบันนายจ้างจ่ายให้นายหน้าไปก่อนแล้วให้ลูกจ้างทำงานใช้หนี้
“วันก่อนมีเคสเข้ามาใหม่ นายหน้าทำข้อตกลงกับนายจ้างคนไทยไว้ เขาอยากได้แรงงาน 2 ครอบครัว (สามี-ภรรยา) มาทำงานเกษตรกรรม โดยนายจ้างจ่ายให้นายหน้าครอบครัวละ 2 หมื่นบาท นายหน้าไปเอาแรงงานมาจากประเทศต้นทาง ส่งให้นายจ้าง นายหน้าได้ค่าหัวแล้ว ส่วนแรงงานมาทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างเลยเพราะนายจ้างค่าจ้างเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปกับนายหน้า แรงงานก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ได้เงิน”ซอ ยิน กล่าว
สำหรับวันแรงงานแห่งชาติประจำปี 2569 ซอ ยิน กล่าวว่า สหพันธ์แรงงานข้ามชาติจะร่วมเดินรณรงค์ร่วมกับขบวนการแรงงานไทยหลายองค์กรที่ จ.เชียงใหม่ โดยมีข้อเรียกร้องหลัก อาทิ ขอให้ยกเลิก e-WorkPermit ขอให้วันที่มีรอบเดือนสามารถลาได้เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อถึงช่วงนั้นของเดือน แรงงานหญิงจำนวนไม่น้อยปวดท้องมาก แม้นายจ้างบอกว่าลาได้ แต่ไม่ได้รับค่าจ้าง นอกจากนี้เรื่องสวัสดิการเด็กถ้วนหน้า ซึ่งแม้ทางการไทยเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาได้ แต่ลูกแรงงานข้ามชาติมักเข้าไม่ถึงอย่างแท้จริง เช่น เรื่องทุนการศึกษา แม้ว่าจะเรียนเก่งแต่ก็ไม่มีโอกาสได้รับทุนใดๆ เช่น กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มนายจ้างผู้ใช้แรงงานต่างด้าว และ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติได้ส่งหนังสือถึงนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อร้องเรียนปัญหาการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่มีผลกระทบต่อนายจ้างและแรงงานข้ามชาติ โดยเนื้อหาบางส่วนระบุว่าตลอดปี 2568 และต้นปี 2569 กระทรวงแรงงานได้นโยบายบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ โดยมีมติคณะรัฐมนตรี
ทั้งเปิดจดทะเบียนใหม่และต่ออายุกลุ่มเดิมที่กำลังจะหมดอายุ อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาผลกระทบจากการจัดการแรงงานข้ามชาติล่าช้า ทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวเข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยง และส่งผลกระทบต่อนายจ้างและแรงงานข้ามชาติ 5 ประการ
1.การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-WorkPermit) เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 แทนที่จะช่วยอำนวยความสะดวก กลับกลายเป็น “คอขวด” ที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล เช่น แรงงานข้ามชาติและนายจ้างไม่มีข้อมูลของตนเองในระบบ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการยื่นขอต่อใบอนุญาตทำงาน หรือแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว (แจ้งเข้าได้) มีความสุ่มเสี่ยงที่แรงงานมากกว่า 1 ล้านคนอาจจะหลุดจากระบบกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายได้เนื่องจากปัญหาการบริหารจัดการผ่านระบบนี้
2. ในการดำเนินการยื่นขออนุญาตทำงาน ประกาศกระทรวงแรงงานได้ระบุให้สามารถดำเนินการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพได้ทั้งสถานพยาบาลของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชน ปัญหาในปี 2568 นายจ้างจำนวนหนึ่งพบปัญหาใบรับรองแพทย์ปลอม หรือการออกเอกสารโดยไม่มีการตรวจจริงกว่า 400,000 ฉบับ รวมทั้งสถานพยาบาลเอกชนบางแห่งไม่ได้รับการรับรองจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งปัญหาดังกล่าว คือภัยคุกคามต่อระบบเฝ้าระวังโรคติดต่อของไทยอย่างร้ายแรง
3. ปัญหาค่าหัวคิวในการจัดทำเอกสารแสดงตน (CI) ของแรงงานจากเมียนมา นโยบายที่เปิดช่องให้ประเทศต้นทางและนายหน้าเรียกเก็บ “ค่าหัวคิว” ในอัตราที่สูง คือการซ้ำเติมผู้ประกอบการและแรงงานในสภาวะเศรษฐกิจซบเซา แม้มีการแจ้งร้องเรียนไปทางกรมการจัดหางาน ก็ยังไม่มีแนวทางในการตรวจสอบขบวนการเหล่านี้
4. ระยะเวลาในการต่อใบอนุญาตทำงานที่มีเวลาจำกัดตามมติคณะรัฐมนตรี 2 ธันวาคม 2568 และ 5. วิกฤตขาดแคลนแรงงานจากนโยบายที่แข็งตัว
หนังสือถึงนายจุลพันธ์ยังระบุข้อเสนอดังนี้ 1. พิจารณาทบทวนการผ่านระบบ E-work permit ให้แรงงานข้ามชาติและนายจ้างสามารถยื่นขอแจ้งเข้าได้ด้วยตนเอง ผ่านการหาข้อมูลรายชื่อและเลขประจำตัวของแรงงานข้ามชาติ ไม่ใช้เงื่อนไขในการจัดเก็บอัตลักณ์มาสร้างภาระ รวมทั้งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาผ่านระบบ E-work permit โดยเร่งด่วน และพิจารณานำแรงงานข้ามชาติที่อาจจะหลุดระบบ ให้สามารถยื่นแจ้งเข้า ขอต่อใบอนุญาตทำงานเพื่อกลับมาทำงานอย่างถูกกฎหมายต่อไป เพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากความล่าช้าของระบบ E-workpermit
2. พิจารณาขยายระยะเวลาตรวจสุขภาพและซื้อประกันสุขภาพสำหรับกลุ่มต่อใบอนุญาตทำงานอย่างน้อย 60 วัน 3. เชื่อมระบบการส่งผลการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพของสถานพยาบาลรัฐตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขโดยเร่งด่วน รวมทั้งตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนที่มีปัญหาในการตรวจสุขภาพที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการควบคุมโรคระบาดที่เป็นความเสี่ยงทางความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ
4.เจรจากับประเทศต้นทางในการทำเอกสาร CI โดยควบคุมในเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดทำที่มีความเสี่ยงต่อการจัดเก็บภาษีซ้อน และการเอื้อต่อการจัดเก็บค่าหัวคิวภายในศูนย์ CI ที่จะส่งผลให้เกิดภาระหนี้และกลายเป็นการบังคับใช้แรงงานที่ผิดกฎหมาย
5. พิจารณาการต่อใบอนุญาตทำงานสำหรับกลุ่มแรงงานกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทย ที่ได้รับการจัดทำเอกสารจากทางราชการไทยแล้ว ให้สามารถทำงานในประเทศไทยต่อ เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
“ความล้มเหลวในการบริหารจัดการของกรมการจัดหางานและสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อนายจ้าง แรงงานข้ามชาติ สร้างความเสี่ยงให้กับประเทศไทย และเอื้อต่อการแสวงหาประโยชน์โดยมีชอบ ส่งผลให้เกิดแรงงานผิดกฎหมายและการขาดแคลนแรงงาน และขัดต่อนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงแรงงานอย่างร้ายแรง จึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรงแรงงานพิจารณาลงโทษต่อความผิดพลาดในการบริหารจัดการ”หนังสือระบุ
———-
(อ่านรายละเอียดหนังสือร้องเรียนถึงนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ใน http://transbordernews.in.th/home/wp-content/uploads/จดหมายร้องเรียนต่อรัฐมนตรีแรงงานในปัญหา-1.pdf )
