slw

ระหว่างวันที่  16  -17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา  สื่อมวลชนไทย พม่า รวมถึงสื่อตะวันตกคือเอพีและรอยเตอร์ ได้ร่วมกันลงพื้นลุ่มน้ำสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเก็บข้อมูลชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงรับฟังผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหากมีการก่อสร้างเขื่อนฮัตจี ประเทศพม่า ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยราว 47 กิโลเมตร

 

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการประชุมนานาชาติ สาละวินศึกษา ครั้งที่ 1   (First International Conference on Salween-Thanlwin-Nu Studies “State of Knowledge: Environmental Change, Livelihoods and Development”) ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)  จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 14-15

 

ทั้งนี้คณะสื่อมวลชนและนักวิชาการจากจีน พม่าและไทยได้ร่วมรับฟังข้อกังวลจากชาวบ้านสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน  โดยนางทิคือพอ ว่า ตนหนีสงครามฝั่งพม่ามาอยู่ที่บ้านสบเมยหลายสิบปีแล้ว ต่อมามีครอบครัวอยู่ที่สบเมย แต่ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีสัญชาติไทย กลัวว่าหากมีการสร้างเขื่อน ต้องสูญเสียที่ทำกินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์ ก็จะไม่ได้รับการชดเชยหรือจัดการที่เพียงพอ

 

นายเดชา ศรีไสวดาวเรือง ผู้ใหญ่บ้านสบเมย กล่าวว่าชาวบ้านในพื้นที่รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเขื่อนน้อยมาก ไม่มีตัวเลขและข้อมูลที่ชัดเจนว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชาวบ้านจะมากน้อยแค่ไหน แล้วจะแก้ไขเยียวยาบรรเทาผลกระทบได้อย่างไร ตนยืนยันว่าชาวบ้านไม่ได้คัดค้าน หรือสนับสนุนเขื่อนฮัตจี แต่ต้องการรู้ข้อมูลที่ชัดเจนเพราะหากคนในพื้นที่จะต้องเดือดร้อน จากโครงการจริงๆ ก็ต้องการทราบข้อมูลที่ชัดเจนก่อน   อย่างเมื่อครั้งคณะอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  (ทำรายงานผลกระทบ) ลงมาบ่อย แต่ชาวบ้านก็บอกไปตลอดว่า ชาวบ้านไม่อยากเดือดร้อน เพราะทุกคนเคยอยู่อาศัยมากับแม่น้ำสาละวินมานาน ตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ก็ต้องการสืบทอดต่อให้ลูกหลานต่อไป เพราะถือว่าวิถีชีวิตคือสิ่งที่สำคัญ  ไฟฟ้า โทรศัพท์ หรือไวไฟ การพัฒนาต่างๆ ไม่สำคัญเท่าความสงบสุขของชุมชน สำหรับชาวบ้านแล้วการพัฒนา คือชาวบ้านร่วมกันดูแลชุมชน สนใจเรื่องของหมู่บ้าน

 

ด้านนางพิกุล สดใสดาวเรือง  ชาวบ้านสบเมย  กล่าวว่า ปัญหาข้ามพรมแดนที่ชาวบ้านกังวล คือผลกระทบด้านสุขภาพ หากแม่น้ำสาละวินถูกเขื่อนกั้น พี่น้องฝั่งพม่าต้องอพยพเข้ามาฝั่งไทยมากขึ้น ปัญหาโรคติดต่อต่างๆ จะเพิ่มมากขึ้น  เช่น มาลาเรีย มีอยู่มากอยู่แล้วในพื้นที่ชายแดน แต่เรากลัวว่าเขื่อนฮัตจีจะทำให้เกิดมาลาเรียมากขึ้นอีก ทำให้ประชาชนเดือดร้อนกว่าเดิม

 

คณะสื่อมวลชนยังได้มีโอกาสสัมภาษณ์พล.อ.บอ จ่อ แฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (รอง ผบ.สส.) สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union) หรือ เคเอ็นยู  โดยพล.อ.บอ จ่อ แฮ กล่าวว่า การดำเนินโครงการขนาดใหญ่ในพม่านั้น ทางการกะเหรี่ยงไม่ได้ปฏิเสธทุกโครงการ แต่โดยส่วนตัวมองว่า หากรัฐบาลพม่าใช้อำนาจเจรจาระหว่างรัฐกับรัฐ  โดยบริษัทและหน่วยงานที่ร่วมลงทุนจากฝ่ายไทยดำเนินการสร้างเขื่อน หรือโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ ระหว่างที่การเจรจาหยุดยิงเพื่อสันติภาพยังหาทางออกไม่ได้ ปัญหาจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ในอนาคต  เพราะทันทีที่พม่าเปิดการลงทุนข้ามชาติ ผลประโยชน์ด้านต่างๆ ที่ตามมาจากการลงทุนย่อมเกิดขึ้น  นักการเมืองล้วนต้องมีส่วนได้ ส่วนเสีย คอรัปชั่นก็จะเกิดขึ้นตามมาอีกหลายเรื่อง จึงอยากให้ชะลอโครงการฯไว้ ก่อน

bjh

“การพัฒนาโครงการแต่ละด้าน จะทำอย่างผิวเผินไม่ได้  ต้องมีขั้นตอนการศึกษาที่เป็นระบบ พม่าไม่ใช่ประเทศเล็กๆ และยังมีกลุ่มชาติพันธุ์มากมาย อีกทั้งมีกองกำลังต่างๆ กระจายตัวอยู่ การตัดสินใจเพื่อรับการลงทุนจากต่างชาติ จะตัดสินโดยอำนาจรัฐบาลพม่า ฝ่ายเดียวไม่ได้  ยกตัวอย่างแค่ในรัฐกะเหรี่ยงเอง หากจะยอมรับการลงทุน หรือเปิดรับโครงการใหญ่ จากฝ่ายใดก็ตาม เราทำได้ไม่ง่าย  เพราะแต่ละกองพล มีการความต้องการแตกต่างกัน กลุ่มเห็นด้วย หรือเห็นต่าง ก็ย่อมมีเหตุผลที่ต่างกันออกไป รัฐบาลพม่าจะเร่งรัดไม่ได้” พล.อ.บอ จ่อ แฮ กล่าว

 

รอง ผบ.สส. กล่าวด้วยว่า เมื่อประมาณเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลพม่ามีการตกลงเรื่องโครงการเขื่อนฮัตจีฉบับใหม่ กับบริษัทลงทุน โดยทหารพม่าพยายามใช้กองกำลังลำเลียงเสบียง และลำเลียงอาวุธสงครามเข้ามา ตลอดจนยิงปืนใหญ่เข้ามาเพื่อเปิดทางเข้าหัวงานเขื่อนฮัตจี แต่ไม่สำเร็จ  กองกำลังของเคเอ็นยู พยายามควบคุมพื้นที่อย่างเข้มแข็ง จึงทำให้เหตุการณ์สงบลงไป ท่าทีการตอบโต้ดังกล่าวสะท้อนว่าเคเอ็นยู ไมต้องการให้อำนาจการตัดสินใจของรัฐบาลพม่า อยู่เหนือประชากรกลุ่มอื่น จึงต้องต่อต้านเต็มที่แม้จะทราบดีว่าชาวบ้านในพื้นที่ยังหวาดกลัวสงครามครั้งใหม่ก็ตาม ดังนั้นสำหรับนโยบายด้านการลงทุนโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ประชากรพม่าใช้ร่วมกันนั้น ตนมองว่า คงตามมาหลังจากการเจรจาหยุดยิงสำเร็จ

“เราอยากให้สันติภาพเกิดขึ้นก่อน  จากนั้นขั้นตอนที่สอง คือ การเจรจาเพื่อระบอบการเมืองภายในประเทศ  คือ มีสภาผู้แทนที่ร่วมตัวกันทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ ทหารพม่า และพลเรือนร่วมกัน จึงจะพัฒนาโอกาสสู่การเจรจานโยบายใหญ่ การลงทุน ไม่ใช่ทำสวนทางกันเหมือนที่รัฐบาลพม่ากำลังทำอยู่ตอนนี้  เพราะหากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปปัญหาใหญ่และปัญหาแรกที่จะเกิดขึ้น ก็คือ ประชากรสูญเสียที่ดินทำกิน เพราะพื้นที่ทับซ้อนระหว่าง เคเอ็นยู และรัฐบาลพม่า ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ประชาชนก็ยังไร้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ปัญหาต่อมา คือ ประชาชนที่กลายเป็นผู้ลี้ภัยจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น เคเอ็นยูจึงยืนยันว่าต้องชะลอโครงการเขื่อนและโครงการลงทุนอื่นๆ ด้วย เช่น โครงการทวาย” รอง ผบ.สส.กล่าว

 

/////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.