matichon
ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ เอ็นจีโอ นักข่าว ทั้งในพม่า จีน และไทย บวกกับนักวิชาการ เอ็นจีโอฝั่งตะวันตก รวมกว่า 200 ชีวิต เข้าร่วมการประชุมนานาชาติ สาละวินศึกษา ครั้งที่ 1 ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14-15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ “State of Knowledge : Environmental Change, Livelihoods and Development” โดยมี ดร.ชยันต์ วรรธนภูติ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นแม่งาน ผู้ร่วมเสวนาจากทุกมุมโลกนำเสนอข้อมูลงานวิจัย ,องค์ความรู้ใหม่ทุกด้านเกี่ยวกับแม่น้ำสาละวิน ,การบริหารจัดการลุ่มน้ำร่วมกันในภูมิภาคต่างๆ ,ผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ฯลฯ

วงเสวนามีข้อเสนอแนะหลักคือให้ทุกฝ่ายร่วมผลักดันการจัดตั้ง “คณะกรรมาธิการแม่สาละวิน (Salween River Commission – SRC)ขึ้นมาประสานงานด้านบริหารจัดการและการพัฒนาแหล่งน้ำ ตลอดจนทรัพยากรอันเกี่ยวเนื่องอื่นๆ แบบยั่งยืน แม้พม่า ไทย และจีนมีเป้าหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการลุ่มน้ำสาละวินแตกต่างกันก็ตาม แต่ไม่ควรปล่อยให้ใครมีอำนาจบริหารทรัพยากรน้ำฝ่ายเดียว

นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า หากมีข้อตกลงร่วมกัน เชื่อว่า ชะตากรรมสาละวินจะไม่ซ้ำรอยแม่น้ำโขง ซึ่งจีนใช้อำนาจอนาธิปไตยสร้างเขื่อนตอนบน ทั้งไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนามต่างได้รับผลกระทบมากมาย

“จีน ไทย หรือประเทศใดจะเล็งเป้าหมายสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าอย่างเดียวแต่ต้องทำลายระบบการไหลของแม่น้ำที่จำเป็นต่อทุกชีวิต โดยเฉพาะคนรุ่นหลัง อย่างไรมันก็ไม่ใช่หลักการบริหารจัดการที่ถูกต้อง ดังนั้นเพื่อปกป้องสาละวินอย่างถาวร รัฐบาลพม่าและทุกประเทศต้องสร้างกฎหมายหรือสัญญาจัดการน้ำร่วมกัน”นายวิฑูรย์ระบุ

ทว่า ดร.โจ จาง กุ๋ย นักวิชาการจีน แสดงความเป็นห่วงเรื่องการจัดตั้ง SRC อาจมีอุปสรรคคล้ายคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เนื่องจากรัฐบาลจีนขอเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์เท่านั้น ทำให้กลไกทำงานได้ไม่เต็มที่ ประเทศสมาชิกไม่ให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง

วงเสวนายังขยายความเรื่องเป้าหมายที่แตกต่างกันภายในพม่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการจัดตั้ง SRC เช่น พม่าพูดเรื่องที่ดิน ความมั่นคง พลังงาน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ชนกลุ่มน้อยพูดถึงเรื่องอิสรภาพ การปกครองตัวเอง ไม่ต้องการเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวิน ดังนั้น ในก้าวแรก อาจเริ่มจากรัฐบาลพม่า ไทย และจีนสร้างข้อตกลงความร่วมมือการบริหารจัดการน้ำก่อน จากนั้นค่อยๆขยายไปเป็น SRC

ดร.หยง แห่งมหาวิทยาลัยออสโล ประเทศนอร์เวย์ เห็นด้วยว่า เรื่อง SRC ดูไกลเกินไปในอนาคต แต่การจัดตั้ง “เวทีกลุ่มชาติพันธุ์”เป็นไปได้มากกว่า เวทีนี้จะสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม เอ็นจีโอ กลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ สร้างความตระหนักรู้ แบ่งปัน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และงานวิจัยระหว่างกันผ่านเว็บไซต์หลายภาษา

ดร.ชยันต์ปิดท้ายว่า ผลจากการประชุมครั้งนี้ที่ทำได้ทันทีเป็นรูปธรรมแรกคือ จัดทำเว็บไซต์แลกเปลี่ยนเชื่อมโยงองค์ความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร สร้างการมีส่วนร่วม ฯลฯ เพื่อติด “อาวุธทางปัญญา” ให้ทุกฝ่าย

หลังจากอุดอู้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมมา 2 วัน นักวิชาการ เอ็นจีโอ และนักข่าวราว 60 คนลงพื้นที่ดูงานหมู่บ้านสบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำเมยไหลมาบรรจบกับแม่น้ำสาละวิน ห่างจากจุดนี้ไปในเขตพม่า ราว 47 กิโลเมตรคือบริเวณสร้าง “เขื่อนฮัตจี”
นายเดชา ศรีไสวดาวเรือง ผู้ใหญ่บ้าน พาลูกบ้านมาคุยกับคณะ พวกเขารับรู้ว่า หมู่บ้านแห่งนี้จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนแน่นอน เกือบทั้งหมดวิตกกังวลเรื่องค่าชดเชย และการไร้ที่ทำกิน

เขาบอกนักข่าวต่างชาติตอนหนึ่งว่า การมีเขื่อนไม่ได้หมายถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่การพัฒนาในความคิดของชาวบ้าน หมายถึงด้านจิตใจ มีความอบอุ่นในครอบครัวเพิ่มขึ้น ภายในชุมชนมีความสามัคคีและการเสียสละ

ชาวบ้านสบเมยคงคลายความกังวลลงมาก หากได้รู้ว่า พล.อ.บ่อ จอ แฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU ในฐานะ ผบ.กองพลที่ 5 ประกาศกับนักข่าวหลายสำนักที่ศูนย์อพยพบ้าน “อีตูท่า” ในวันรุ่งขึ้นว่า เขาจะไม่ยอมให้พม่าและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเข้ามาสร้างเขื่อนได้ง่ายๆ

“รัฐบาลพม่าขอให้เราหยุดยิงก่อนแล้วมาลงทุนพัฒนา จากนั้นค่อยคุยเรื่องการเมือง แต่เราเห็นว่าต้องคุยเรื่องการเมือง เรื่องสันติภาพก่อน เมื่อมีสันติภาพแล้วค่อยเริ่มดูโครงการต่างๆว่ามันจะเดินหน้าร่วมกันอย่างไร”ว่าที่ ผบ.สส.เคเอ็นยูกล่าวย้ำ

ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา เสียงปืนดังต่อเนื่องในพื้นที่โดยรอบโครงการเขื่อนฮัตจี ทหารกะเหรี่ยงยังคงยิงสกัดกั้นมิให้ทหารพม่าเข้ามาตอกเสาเข็มแรกได้สำเร็จ
เฉพาะห้วงเวลานี้ ดูเหมือนลูกปืน 100 ลูกสามารถหยุดเขื่อนยักษ์ได้ดีกว่าล้านคำพูด

———————————-
ภาคภูมิ ป้องภัย
มติชน 22 พฤศจิกายน 2557

———————————-

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.