matichon2

ต่อเนื่องจากเมื่ออังคารก่อน ผมสรุปผลการประชุมนานาชาติ สาละวินศึกษา ครั้งที่ 1 ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14-15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เฉพาะแนวทางการเคลื่อนไหวคัดค้านเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวินของเอ็นจีโอจีนและไทยไปแล้ว

วันนี้ ผมขอสรุปผลการหารือระหว่างภาคประชาสังคม เอ็นจีโอ และตัวแทนชาติพันธุ์ต่างๆในพม่าเกี่ยวกับการทำงานในก้าวต่อไป 3 แนวทาง ได้แก่

1.การเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ อาทิ เชื่อมโยงกับองค์กรให้ทุนในจีนเพื่อหาข้อมูลและติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลพม่า ,แลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้กับชุมชนต่างๆทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำ

2.การค้นหาช่องว่างองค์ความรู้ว่ายังขาดอะไรบ้าง แล้วนำมาเติมให้ครบ อาทิ กรอบความคิดเชื่อมโยงระหว่างน้ำ-อาหาร-พลังงาน ,ข้อมูลผลกระทบที่เกิดกับทุกเพศทุกวัย ผลกระทบสุดท้ายตกกับผู้หญิงมากที่สุดจริงหรือไม่ อย่างไร ,รายงานการศึกษาผลกระทบจากการระเบิดภูเขาและเกาะแก่งเพื่อสร้างเขื่อน ,ข้อมูลเปรียบเทียบเรื่องเขื่อนต่างๆ ,ข้อมูลพลังงานทางเลือก ฯลฯ

3.จัดกิจกรรมเชิงรุก อาทิ ลงพื้นที่ติดอาวุธทางปัญญาให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ,จัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญ จากนั้นรณรงค์ผ่านสมาชิกรัฐสภาไม่ให้ตัดสินใจผิดพลาด

กล่าวสำหรับข้อเสนอรายบุคคล ตัวแทนหมู่บ้านจากมัณฑะเลย์ขอให้อธิบายเหตุผลการอนุรักษ์แม่น้ำสาละวินคล้ายเป็นเคมเปญ ดังนี้ 1.เป็นแม่น้ำแห่งชาติพันธุ์ 2.อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ 3.เป็นแหล่งอาหารสำคัญของชาติ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรสร้างเขื่อนใดๆกั้นเลย

อดีตที่ปรึกษากองทุนการเงินระหว่างประเทศประจำพม่าเสนอว่า หยุดการสร้างเขื่อนไม่ได้แน่ เพราะรัฐบาลพม่า รัฐบาลไทย และภาคเอกชนจับมือกันเหนียวแน่น จึงต้องใช้วิธีประท้วงใหญ่เท่านั้นจึงจะชะลอไว้ได้

อาจารย์บำนาญจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้งอยากให้นำไฟฟ้าส่วนใหญ่มาใช้ในประเทศมากกว่าส่งขายเพื่อนบ้าน เพราะทุกวันนี้คนพม่าเข้าถึงไฟฟ้าแค่ 45% เทียบกับคนไทยเข้าถึง 99% ต่างกันลิบลับ ถ้าเขื่อนผลิตไฟฟ้าเพื่อให้คนพม่าใช้ถึง 70% เขาจะไม่ต่อต้านเลย

ตัวแทนจากรัฐอารากันกล่าวเสริมว่า ภาคประชาสังคม รากหญ้า และชาวบ้านเคยหารือกัน เห็นควรให้ 50% ของผลประโยชน์จากเขื่อนในพื้นที่ให้ตกเป็นของประชาชน

เยาวชนจากรัฐฉานเสนอให้จัดกิจกรรม 3 ระดับ ได้แก่ 1.ออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อส่งสารถึงรัฐบาล 2.จัดงานรณรงค์ มีเดินพาเหรดในแต่ละเมือง แต่ละรัฐพร้อมในวันเดียวกัน 3.ประท้วงหน้าสถานทูตจีน

ด้านตัวแทนรัฐกะเหรี่ยงแนะนำให้ตัดรากแก้วได้ ต้นก็จะตาย เริ่มจากต้องหาข้อมูลให้ได้ว่าองค์กรไหนในจีนให้เงินกู้แก่รัฐบาลพม่า แล้วส่งตัวแทนบุกสำนักงานใหญ่ในจีน เจรจากับผู้บริหารกองทุนให้ยุติการสร้างเขื่อน

วงแลกเปลี่ยนฮือฮากับไอเดียของเยาวชนจาก 2 รัฐข้างต้น มีเสียงปรึกษาหารือดังอื้ออึง จากนั้นผู้ดำเนินรายการสรุปว่า “ไอเดียดี แต่เราจะทำกันอย่างไรนั้น คงต้องพูดคุยในรายละเอียดกันอีกมาก”

จากการเข้าร่วมงานประชุมนานาชาติ สาละวินศึกษาครั้งนี้ ทำให้ผมเห็นว่า การขับเคลื่อนงานให้ไปสู่เป้าหมายจนบรรลุผลสำเร็จได้ อย่างแรกนั้นควรเริ่มจากองค์กรพัฒนาเอกชนทั่วโลกที่ทำเรื่องแม่น้ำ เอ็นจีโอ ภาคประชาสังคมชาติพันธุ์ต่างๆ และตัวแทนชุมชน ต้องร่วมมือกันสร้างกลไกเชื่อมโยงด้านข้อมูลผ่านเครือข่ายโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค แล้วส่งผ่านข้อมูลไปให้ถึงชาวบ้านในพื้นที่ในลักษณะ “ทูเวย์”

กลไกเหล่านี้จะช่วยอุดช่องว่างองค์ความรู้ที่ยังขาดหาย เกิดกระบวนการนำองค์ความรู้นั้นๆไปใช้ปกป้องแม่น้ำสาละวินด้วยรูปแบบและกลยุทธ์ต่างๆ

—————–

ภาคภูมิ ป้องภัย

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.