การต่อสู้เพื่อพลังงาน บนแม่น้ำสาละวิน

sal1

 

ประเทศไทยใกล้ที่จะทำข้อตกลงเพื่อซื้อไฟฟ้าจำนวนมากที่ได้จากเขื่อนฮัตจีแล้ว แต่สำหรับประชาชนในพื้นที่พวกเขาจะได้อะไร

 

แม่น้ำสาละวินไหลคดเคี้ยวไปตามป่าเขาก่อนที่จะผ่านค่ายพักพิงสำหรับผู้พลัดถิ่นภายในที่ อีตูถ่า ใกล้กับชายแดนไทย-พม่า เพิงไม้ไผ่ชั่วคราวกระจายตัวอยู่ตามเนินเขารอบๆ ค่ายพักพิง โดยมีแผงโซลาเซลล์ติดอยู่บนหลังคาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าราวๆ 2 -3 ชั่วโมงต่อวัน

 

ที่ค่ายแห่งนี้ไม่มีไฟฟ้าจากรัฐบาล และผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่พลัดถิ่นที่อยู่อาศัยจากการสู้ระหว่างกองทัพรัฐบาลพม่าและกองกำลังชนกลุ่มน้อย ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าจะไม่มีทางได้ใช้ไฟฟ้าจากรัฐบาล แม้ว่าจะมีโครงการสร้างเขื่อนถึง 7 แห่งบนแม่น้ำสาละวินก็ตาม พวกเขายังเชื่ออีกว่า การสู้รบระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังกะเหรี่ยงที่เพิ่มปะทุขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เป็นส่วนหนึ่งในแผนการใหญ่เพื่อเป็นการรับประกันว่าโครงการการสร้างเขื่อนดังกล่าว ซึ่งเขื่อนหลายแห่งจะผลิตกระแสไฟฟ้าราคาถูกป้อนให้กับประเทศไทย จะเดินหน้าต่อไป

 

กระบวนการสันติภาพจอมปลอม

 

กองทัพพม่ากำลังเปิดฉากสู้รบกับกองกำลังกะเหรี่ยง DKBA (Democratic Karen Benevolent Army) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน แต่ก็ต้องมาร้าวฉานเมื่อปี 2010 หลังกองทัพพม่าพยายามที่จะบีบบังคับ DKBA ใฟ้เข้าร่วมเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน(Border guard force) ร่วมกับกองกำลังชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม

 

ในขณะที่การเจรจาสันติภาพกำลังดำเนินไปนั้น กองกำลัง DKBA ก็หันไปจับมือเป็นพันธมิตรกับกองกำลังกะเหรี่ยงกลุ่มอื่นๆ เพื่อแสวงหากองกำลังที่รวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อปณิทานทางการเมืองของชนชาติกะเหรี่ยง

 

การสู้รบระหว่างกองกำลัง DKBA กับกองทัพพม่าเริ่มขึ้นเมื่อเดือนกันยายนในตำบลไจ๊ก์มะรอ ในรัฐมอญ และเมืองเมียวดี ชายแดนไทย-พม่า และแพ่ขยายไปในรัฐกะเหรี่ยงในช่วงต้นเดือนตุลาคม

 

ในบริเวณใกล้แม่น้ำสาละวินมีค่ายทหาร DKBA อย่างน้อย 4 แห่ง โดยที่ค่ายเมซินตองเช(Me Zine Taung Chay) ค่ายกานญีนอง (Kan Nyi Naung) ค่ายวาโบตอง (Waboe Taung) และค่ายแม่ตะวอ (Mae Tha Waw) ถูกโจมตี ชาวบ้านกว่า 2,000 ชีวิตถูกบีบบังคับให้ต้องหนีออกจากถิ่นฐานบ้านเกิด

 

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม การโจมตีอย่างต่อเนื่องได้ยินไปถึงพื้นที่ก่อสร้างโครงการเขื่อนฮัตจี โดยเริ่มตั้งแต่ 22.00 น.ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงกลางวันของวันต่อมา

 

เจ้าหน้าที่วิจัยของกลุ่ม Karen River Watch รายงานว่า ได้ยินเสียงยิงปืนใหญ่ที่ค่ายทหารวาโบตองของ DKBA ในตำบลหล่ายบเหว่ ห่างจากพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนหากเดินทางโดยใช้ถนนประมาณ 2 ชั่วโมง

 

“เราได้ยินมาว่ามีการทำข้อตกลงใหม่สำหรับเขื่อนฮัตจีในเดือนตุลาคม” พลเอกบ่อจ่อแฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองกำลัง KNLA ( Karen National Liberation Army) ซึ่งเป็นกองกำลังทางทหารของเคเอ็นยู กล่าวที่ค่ายผู้พลัดถิ่นภายในอีตูถ่า

 

“แต่เราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างค่อนข้างจำกัด” เขากล่าวกับทีมข่าว Spectrum “ข่าวดังกล่าวมาพร้อมกับที่กองทัพพม่าเริ่มโจมตีที่ (ฐานที่มั่นของ DKBA) ในพื้นที่โครงการสร่างเขื่อน”

 

เมื่อไม่นานมานี้ ทหารพม่าได้เข้ามาสร้างฐานที่มั่น 3 แห่ง ใกล้ๆ กับพื้นที่สร้างเขื่อน ห่างจากค่ายอีตูถ่าไปทางทิศใต้ 90 กม โดยมีทหารกลุ่มย่อยคอยลาดตระเวณอยู่ในพื้นที่และบริเวณทางเข้าบริเวณที่มีการซ่อมแซมถนน

 

พื้นที่วิกฤติ

 

เขื่อนฮัตจีตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ยังคงมีความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ และเป็นหนึ่งในโครงการเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า 7 แห่งที่มีแผนการจะสร้างบนแม่น้ำสาละวิน ที่ไหลอย่างอิสระจากจีนไปจนถึงทะเลอันดามันระยะทาง 2,800 กม.

 

โครงการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวถูกเสนอโดยรัฐบาลพม่าครั้งแรกในปี 1988 ขณะที่ความก้าวหน้าของโครงการมีอุปสรรคจากความขัดแย้งนองเลือดและการพลัดถิ่นที่อยู่อาศัยของประชาชนจำนวนหลายพัน

 

ประเทศไทยมีความสนใจในการพัฒนาของเขื่อนดังกล่าวเป็นอย่งามาก ในปี 2004 พม่าได้บรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลไทยสมัยนายกนายทักษิณ ชินวัตร ให้เร่งเดินหน้าโครงการเขื่อนฮัตจี ซึ่งเป็นเขื่อนที่จะมีการก่อสร้างเป็นอันดับแรก รวมถึงเขื่อนอื่นๆ ที่อยู่ใต้ลงไปอย่าง เขื่อนท่าซาง เว่ยจี และดา กวิน

 

ทว่าในปีเดียวกัน เจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจำนวน 2 คนเสียชีวิตจากกับระเบิดและระเบิดมือในขณะที่กำลังทำการสำรวจพื้นที่

 

ในปี 2005 รัฐบาลพม่าและกฟผ. ได้ลงนามใน MOU ในการพัฒนาเขื่อนฮัตจี จากนั้น กองทัพพม่าก็ได้เปิดฉากโจมตีกองกำลังกะเหรี่ยงที่ควบคุมพื้นที่รอบบริเวณโครงการก่อสร้างเขื่อน แต่เจ้าหน้าที่ กฟผ. ก็ได้เสียชีวิตอีก 1 คนเมื่อปี 2007

 

ในปี 2008 ชาวกะเหรี่ยงกว่า 4,000 คนถูกบีบให้อพยพออกจากหมู่บ้านหลังจากมีการลงนามใน MOU ระหว่างรัฐบาลพม่ากับบริษัท Sinohydro Cooperation ของจีน

 

2 ปีหลังจากนั้น ก็มีการลงนามใน MOU ที่กรุงเนปีดอว์ เพื่อพัฒนาโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีร่วมกันระหว่างหุ้นส่วนทั้ง 4 ราย ซึ่งได้แก่ บริษัท Sinohydro , บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi)  หน่วยงานย่อยของ กฟผ., กรมวางแผนไฟฟ้าพลังน้ำ ภายใต้กระทรวงไฟฟ้าของพม่า และ International Group of Entrepreneur Co. ของพม่า

 

ในขณะที่ข้อตกลงเรื่องเงินทุนไม่มีการเปิดเผย

 

ด้านกลุ่มภาคประชาสังคมระบุว่า ไฟฟ้ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ที่ผลิตได้จากเขื่อนฮัตจี ที่มีกำลังผลิต 1,360 เมกกะวัตต์ จะถูกขายให้กับกฟผ. สนองความต้องการการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทย

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว มีการสู้รบกันอย่างหนักอีกครั้งรอบบริเวณพื้นที่ก่อสร้างเขื่อน เมื่อกระทรวงไฟฟ้าของพม่าได้ประกาศในสภาว่า โครงการเขื่อนฮัตจีและอีก 6 เขื่อนได้รับความเห็นชอบแล้ว

 

ในเวลาเดียวกัน มีการปะทะกันเกิดขึ้นหลายครั้งใกล้กับพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนท่าซาง ทางตอนใต้ของรัฐฉาน ซึ่งกลุ่มประชาสังคมกะเหรี่ยงระบุว่า กองทัพพม่าได้ฆ่าชาวบ้านจำนวนหนึ่งและมีการใช้ชาวบ้านเป็นแรงงานทาส

 

พวกเขาเชื่อว่า การสู้รบที่เพิ่งเกิดขึ้นบ่งบอกถึงการเดินหน้าโครงการเขื่อนฮัตจีรอบใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

 

การปะทะกันยังเกิดขึ้นในช่วงที่พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนพม่าอย่างเป็นทางการครั้งแรก และความร่วมมือกันด้านพลังงานก็เป็นหนึ่งในหัวข้อในการหารือกับประธานาธิบดีเต็งเส่งด้วย

 

พลเอกบ่อจ่อแฮ กล่วว่า เขาไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้นำทั้งสองได้พูดคุยถึงเรื่องเขื่อนฮัตจีหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ก็ยืนยันแล้วว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงรองลงมาได้พูดคุยกันถึงเรื่องดังกล่าวนอกรอบการประชุมผู้นำ

 

“โครงการพัฒนาขนาดใหญ่อย่างเขื่อนฮัตจีควรจะดำเนินไปทีละขั้นตอน- การหยุดยิงในพื้นที่ขัดแย้ง ทิศทางทางการเมือง และจากนั้นค่อยเปิดการเจรจาสำหรับการพัฒนา แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลพม่าอยากจะกระโดดข้ามไปที่การลงทุนเลย” พลเอกบ่อจ่อแฮ กล่าวผ่านล่าม

 

“หากการลงทุนเริ่มขึ้นในเวลาที่สถาณการทางการเมืองยังคงวุ่นวายอยู่ มันก็คงจะเป็นโครงการพัฒนาที่ผิวเผิน ที่ผลประโยชน์จะตกไปอยู่ในมือของคนบางคนเท่านั้น”

 

ข้อกังวลของเพื่อนบ้าน

 

พม่ากำลังกระหายที่จะกระตุ้นรายได้จากพลังงาน และไทยก็เป็นลูกค่าที่กระตือรือร้นเสียด้วย

 

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานประกาศว่า เขาจะผลักดันให้มีข้อตกล MOU ฉบับใหม่ที่จะยอมให้ไทยสามารถซื้อไฟฟ้าจากพม่าได้มากกว่า 1 หมื่นเมกกะวัตต์ แทน MOU ฉบับเก่าที่ระบุ 1,500 เมกกะวัตต์ และหมดอายุไปเมื่อปีที่แล้ว

 

ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกำลังเตรียมร่าง MoU ฉบับใหม่ดังกล่าว โดยคาดหวังว่าจะมีการลงนามในช่วงต้นปีหน้า อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งพลังงานในพม่าแต่อย่างใด

 

นายมนตรี จันทวงศ์ จากมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ผู้ศึกษาเกี่ยวกับแม่น้ำสาละวินมามากกว่า 10 ปี กำลังกังวลเกี่ยวกับแหล่งพลังงานในพม่าที่จะผลิตไฟฟ้าจะมาจากไหน

 

“เราเป็นห่วงว่าไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเขื่อฮัตจีจะถูกรวมอยู่ในแผนการพัฒนาพลังงาน (Power Development Plan (PDP)) ในสภาพวะเช่นนี้ (ภายใต้รัฐบาลทหาร) ประชาชนมีช่องทางที่จะแสดงความกังวลของตันเองน้อยมาก”

 

“ไฟฟ้าพลังน้ำเป็นพลังงานที่มีราคาถูกที่สุด แต่ก็ได้มองข้ามมูลค่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และผลกระทบต่อผู้ที่พลัดถิ่นฐาน”

 

หลังจากการรัฐประการยึดอำนาจ กระทรวงพลังงานของไทยได้ประกาศแผนพัฒนาพลังงานที่ระบุถึงแหล่งพลังงานต่างๆ ตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2036

 

ข้อมูลจากกฟผ. ระบุว่า ปริมาณความต้องการไฟฟ้าในประเทศสูงสุดอยู่ที่ 27,913 เมกกะวัตต์ ในปี 2013 ในขณะที่มีกำลังผลิตอยู่ที่ 33,618 เมกกะวัตต์  โดย 65 เปอร์เซ็นต์มาจากก๊าซธรรมชาติ 21 เปอร์เซ็นต์มาจากถ่านหิน 7 เปอร์เซ็นต์เป็นไฟฟ้าที่นำเข้า 4 เปอร์เซ็นต์จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ  2 เปอร์เซ็นต์มาจากทรัพยากรที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และอีก 1 เปอร์เซ้นต์จากน้ำมัน

 

ความต้องการพลังงานมีการเพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จากสิ่งที่กระทรวงพลังงานกล่าวอ้างนั้นหมายความว่า ประเทศไทยจะเผชิญกับการขาดแคลนพลังงานหากไม่มีการเสาะหาแหล่งพลังงานเพิ่ม

 

แผนการพัฒนาพลังงาน ซึ่งมีกำหนดการร่างในเดือนมกราคมนั้น กำลังมีการถกกันในกลุ่มคณะอนุกรรมการ นายศุภกิจ นันทะวรการ หนึ่งในสมาชิกคณะอนุกรรมการ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กล่าวว่า คณะอนุกรรมการยังไม่ได้มีการตัดสินใจอย่างเป็นทางการที่จะเพิ่มปริมาณการซื้อไฟฟ้าจากพม่า

 

“ธรรมาภิบาลเป็นปัญญาเรื้อรังของแผนพัฒนาพลังงาน ที่ควรจะเป็นตัวนำในด้านนโยบาลพลังงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลได้ลงนามในต้อตกลง MoU และใช้ MoU นั้นนำนโยบาย”

 

นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยกันในระดับรัฐมนตรีที่จะเพิ่มปริมาณการซื้อไฟฟ้าจากประเทศแถบลุ่มน้ำโขง ซึ่งได้แก่ กัมพูชา ลาว และพม่า ในขณะที่มีการลดพลังงานที่ได้จากทรัพยากรที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้

 

รัฐบาลชุดนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้ตั้งเป้าที่จะผลิตไฟฟ้าจากทรัพยากรที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้อยู่ที่ 13,900 เมกกะวัตต์ภายในปี 2021

 

ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ตั้งเป้าลดลงเหลือ 8,300 เมกกะวัตต์ และจากนั้นจะเพิ่มเป็น 31,000 เมกกะวัตต์ในปี 2036

 

“ประเทศไทยบอกว่า ต้องการพลังงานสำรองประมาณ 4,000 เมกกะวัตต์” นายศุภกิจ กล่าว “ขณะนี้ปริมาณสำรองมากเกินกว่าความต้องการ คืออยู่ที่ 7,000 เมกกะวัตต์ ปริมาณที่เกิยมา 3,000 เมกกะวัตต์ก็เท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4 โรง ซึ่งปกติทั่วไปโรงไฟฟ้าถ่านหินจะผลิตไฟฟ้าได้ 800เมกกะวัตต์”

 

“ถ้าเราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เราก็จะสามารถระงับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือแม้กระทั่งเขื่อนฮัตจีได้”

 

เสียงจากพื้นที่สร้างเขื่อน

 

“ไม่มีการแจ้งข้อมูลอย่างเป็นทางการให้ชาวบ้านในพื้นที่ทราบ” อาเล็กซ์ ทู จากเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อสิ่งแวดล้อมและ การเคลื่อนไหวทางสังคม (Karen Environmental and Social Action Network) กล่าว

 

“โครงการดังกล่าวจะเพิ่มความขัดแย้งระหว่างชาวกะเหรี่ยงกับรัฐบาลพม่า มันไม่ใช่เวลาที่จะมาลงทุนในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง”

 

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ชุใชนชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ตามลุ่มแม่น้ำสาละวินได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย พวกเขาได้เรียกร้องให้มีการสอบสวนว่า เจ้าหน้าที่รัฐของไทยที่มีบทบาทในการผลักดันโครงการเขื่อนท่าซางและเขื่อนฮัตจีนั้น ได้ส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่

 

พวกเขายังได้ร้องขอให้คณะกรรมการสิทธิ์ฯ ให้กดดันบริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลของโครงการต่อสาธารณะชน

 

ในช่วงระหว่างปี 2006 ถึง 2008 กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ว่าจ้างนักวิชาการไทยให้จัดทำการประเมิณผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ของเขื่อนฮัตจี

 

มีการลงพื้นที่เข้าไปสำรวจหมู่บ้านฝั่งไทย 3 แห่งที่อยู่ติดกับแม่น้ำสาละวิน โดยไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ทั้งๆ ที่พื้นที่ก่อสร้างเขื่อนล้อมรอบไปด้วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 2 แห่งและผืนป่าแหล่งไม้สักที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

ชาวกะเหรี่ยงบางส่วนได้รองเรียนว่า ไม่มีการรับฟังความคิดเห็นในชุมชนของตนและพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงผลการประเมิณ EIA ที่รายงานเป็นภาษาของพวกเขา

 

กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดกล่วว่า EIA เป็นไปอย่างโปร่งใสและครอบคลุม แต่ย่างไรก็ตาม ก็กำลังเตรียมที่จะทำ EIA เป็นครั้งที่สอง หลังจากได้รับแรงกดดันจากกลุ่มภาคประชาสังคม

 

นายธนา พุฒรังษี รักษาการกรรมการผู้จัดใหญ่  กฟผ. อินเตอร์ฯ กล่าวกับทีมงาน Spectrum ว่า ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเขื่อนฮัตจีได้ในขณะนี้

 

เนื่องจากเขื่อนฮัตจีตั้งอยู่ในชายแดนฝั่งพม่า ซึ่งมีแนวโน้มว่า EIA จะไม่มีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย

 

ขณะที่นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมกลัวว่า กฟผ.ที่หนุนกฟผ. อินเตอร์ฯ อยู่นั้นจะส่ง EIA ที่มี “ความน่าสงสัย” ให้กับกระทรวงพลังงานและคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการอนุมัติการลงทุนในเขื่อนดังกล่าว

 

“เราไม่ได้ต่อต้านหรือสนับสนุนเขือน(ฮัตจี)” นายเดชา ศรีไสวดาวเรือง ผู้ใหญ่บ้านสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน วัย 30 ปี กล่าว  หมู่บ้านสบเมยห่างจากพื้นที่สร้างเขื่อน 45 กม.

 

“เราไม่สามารถตัดสินใจได้ถ้าข้อมูลที่เราได้มายังไม่ชัดเจน”

 

หมู่บ้านสบเมยเป็นจุดที่แม่น้ำเมยไหลจากประเทศไทยไปบรรจบกับแม่น้ำสาละวิน

 

ประชาชนราว 900 คน ประกอบด้วยชาวกะเหรี่ยงและผู้พลัดถิ่นกาศัยการหาปลาและทำเกษตรริมฝั่งแม่น้ำในการดำรงชีวิต พวกเขาได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าเขื่อนจะไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขา

 

“ผมกังวลว่า เราจะเสียที่ดินและที่ทำกินเพราะพวกเราส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องสัญชาติ ไม่มีการรับรองสิทธิของเรา” บำรุง สดใสดาวเรือง ชาวบ้านกะเหรี่ยงวัย 45 ปีกล่าว

 

ป่าสักรอบๆ หมู่บ้านสบเมยเป็นเป้าหมายสำคัญของแก๊งลักลอบตัดไม้สาละวิน โดยแก๊งดังกล่าวได้ข่มขู่ชาวบ้าน และการลักลอบตัดไม้ของกลุ่มนี้ได้สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม

 

ด้านเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในพื้นที่เพื่อปราบปรามแก๊งเกล่านั้น ทว่า การลักลอบตัดไม้ส่งออกนอกพื้นที่ก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านในพื้นที่ที่แจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ถูกข่มขู่และถูกจมเรือ โดยพบทรายอยู่ในมอเตอร์เรือ

 

ความกังวลว่า การลักลอบส่งออกไม้มีความเป็นได้ที่จะเพิ่มขึ้น เพราะการสร้างเขื่อนจะทำให้น้ำท่วมพื้นที่ป่าหลายส่วน ทำให้การลักลอบข้ามชายแดนทำได้ง่ายขึ้น

 

เกมพลังงาน

 

การประชุมนานาชาติในเดือนนี้มีตัวแทนจากจีน พม่า และไทย เข้าร่วม โดยได้มีการเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินให้มากกว่านี้

 

ในขณะที่รัฐบาลของทั้ง 3 ประเทศกำลังเร่งผลักดันโครงการเขื่อนอีกหลายแห่งบนแม่น้ำสาละวินตอนล่าง จีนได้ส่งสัญญาณว่า ต้องการที่จะเริ่งผลักดันเขื่อน 13 แห่งที่บนแม่น้ำสาละวินตอนบนที่ได้ยื่นข้อเสนอไปแล้วตั้งแต่ปี 2003 โดยเขื่อนเหล่านั้นตั้งอยู่ในพื้นที่มรดกโลกของยูเนสโก

 

“เราได้เรียนรู้จากแม่น้ำโขงแล้วว่า ถ้าปราศจากการมีส่วนร่วมของสาธารณะชนและการคำนึงถึงมูลค่าของแม่น้ำโดยรัฐบาลและคณะกรรมการชายฝั่งแล้ว เขื่อนขนาดใหญ่ก็จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการเมืองและธุรกิจเท่านั้น” เพียรพร ดีเทศน์ ผู้ประสานงานองค์กรแม่น้ำนานาชาติ กล่าว

 

บทเรียนดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากเขื่อนไซยะบุรี ที่รัฐบาลลาวเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อต้นปี 2012 โดยไม่มีการปรึกษาหารือล่วงหน้ากับประเทศลุ่มน้ำโขงอื่นๆ

 

ไฟฟ้ากว่า 95 เปอร์เซ็นต์ที่ผลิตได้จะถูกส่งขายให้ไทย โดยผลประโยชน์อันน้อยนิดจะถึงมือประชาชนในพื้นที่ที่จะต้องแบกรับภาระการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

ในส่วนผลกระทบข้ามชาติทั้งหมดทั้งมวล สำหรับที่ค่ายพักพิงอีตูถ่านั้น มันอยู่ไกล้เหลือเกิน

 

ที่แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลของค่ายอีตูถ่า ซึ่งมีทั้งเคสการเจ็บป่วยธรรมดาทั่วไป บาดแผลจากกับระเบิด ไปจนถึงการบาดเจ็บจากการชกต่อย  เด็กชายชาวกะเหรี่ยงวัย 8 ปีคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงแข็งๆ ด้วยความอ่อนล้า

 

ที่แผนกนี้ ซึ่งดูเหมือนกระท่อมหลังหนึ่งที่มีเตียง 8 เตียง ไม่มีไฟฟ้าใช้และมีขีดความสามารถเพียงเล็กน้อยในการรักษาผู้ป่วยให้ได้มีประสิทธิภาพ

 

“เขาได้รับการวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ปอด การกินยาเป็นวิธีการเดียวในการรักษาที่มีอยู่” มือ โฮ วัย 55 ปี พ่อของเด็กชาว กล่าว

 

อนาคตของเขาอาจมีแต่ความเสี่ยง หากความขัดแย้งด้านพลังงานบนลุ่มน้ำสาละวินยังคงอยู่

 

ยื้อแย่งพลังงาน

 

นักลงทุนต่างชาติต่างพากันหมายตาแหล่งพลังงานมหาศาลของพม่านับตั้งแต่เปิดประเทศและมีการเจรจาสันติภาพกันกองกำลังชนกลุ่มน้อยเมื่อปี 2011

 

กระทรวงไฟฟ้าประมาณการณ์ว่า พม่ามีขีดความสามารถผลิตไฟฟ้าจากโณงไฟฟ้าพลังน้ำได้มากกว่า 1 แสนเมกกะวัตต์ มากกว่าพลังงานสำรองจากถ่านหินราว 500 ล้านตัน น้ำมัน 145 ล้านบาเรล และก๊าซธรรมชาติ 16.6 ล้านล้านคิวบิกฟุต

 

โดยผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเชื่อว่าเป็นการประมาณตัวเลขอย่างต่ำ

 

ในเดือนตุลาคม 2013 และเดือนมีนาคม ปีนี้ พม่าได้ให้สัมปทาน น้ำมันและก๊าซ 36 แห่ง ให้กับบริษัทในประเทศและต่างชาติจำนวน 47 บริษัท

 

ในเดือนมิถุนายน มาร์ ตา ทวย รมต.ช่วยกระทรวงไฟฟ้า ได้ประกาศแผนแม่บทด้านพลังงานไฟฟ้าระยะยาวที่จะสามารถเพิ่มความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากเดิม 3,970 เมกกะวัตต์เป็น 23,594 เมกกะวัตต์ในปี 2030

 

ภายใต้แผนดังกล่าว  พลังงานของพม่า 38 เปอร์เซ็นต์ที่ได้จะมาจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ  ต่ำกว่าสัดส่วนปัจุบันที่อยู่ที่ 74 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ 33 เปอร์เซ็นต์มาจากถ่านหิน 20 เปอร์เซ็นต์มาจากก๊าซธรรมชาติ และอีก 9 เปอร์เซ็นต์มาจากทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

 

แต่แผนการดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากป้อนพลังงานสำหรับใช้ในประเทศอย่างจำกัด ทั้งๆ ที่สามารถผลิตได้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก

 

พลังงานที่ผลิตได้ส่วนมหญ่จะถูกส่งออกไปนอกประเทศ

 

National Hydroelectric Power Corporation ของอินเดียได้ลมนามในข้อตกลง MoU กับรัฐบาลพม่าในปี 2004 เพื่อพัฒนาเขื่อนตามาทิ กำลังผลิต 1200 เมกกะวัตต์ บนแม่น้ำชินวิน ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้ราว 80 เปอร์เซ็นต์จากเขื่อนดังกล่าวจะถูกส่งไปอินเดีย

 

แม้ว่าเขื่อนดังกล่าวยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง ชาวบ้านจำนวน 2,400 คนก็ได้ถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่เมื่อปีที่ปล้วเพื่อเปิดทางให้โครงการพัฒนาดังกล่าว

 

สำหรับเขื่อนทั้ง 7 แห่งบนแม่น้ำสาวะวิน บางส่วนอยู่ในฝั่งไทย มีกำลังผลิตรวมมากกว่า 2 หมื่นเมกกะวัตต์นั้น ไฟฟ้ามากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ที่ผลิตได้จะถูกส่งไปยังจีนและประเทศไทย ข้อมูลจากองค์กรแม้น้ำนานาชาติ

 

ในขณะที่ไฟฟ้ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์จากเขื่อนฮํตจี หนึ่งในเขื่อนทั้ง 7 แห่งบนแม่น้ำสาละวิน คาดว่าจะถูกส่งขายให้ประเทศไทย

 


————————

แปลจาก The power struggle at Salween River
เซ็คชั่น Spectrum บางกอกโพสต์ 30 Nov 2014
โดย Paritta Wangkiat

http://www.bangkokpost.com/news/special-reports/446181/the-power-struggle-at-salween-river

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.