จากบ้านตามุยถึงบ้านหางสะดำ สายสัมพันธ์สองฝั่งโขง

received_10205542566019435

เรือสี่ลำทยอยออกจากฝั่งตรงจุดเวินคาม เขตท้ายชายแดนระหว่างลาวกับกัมพูชา กลุ่มคนที่นั่งอยู่บนเรือมาจากสุดชายแดนประเทศไทยที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาว บ้านตามุย อ.โขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี กว่า 300 กิโลเมตร ที่แม่น้ำโขงพาเรามาเจอกัน คนท้ายน้ำในเขตแดนไทย กับคนท้ายน้ำในลาวที่เชื่อมกับประเทศกัมพูชา

จากจุดที่เราลงเรือท่านน้ำเวินคาม นั่งเรือ 30 นาทีก็ถึงบ้านหางสะดำ เสียงโหวกเหวกที่ลานวัดดังมาแต่ไกล วันนี้ผู้คนที่บ้านหางสะดำมารวมกันที่วัดรอคณะผ้าป่าตั้งแต่ตอนเที่ยง แต่ทางคณะเดินทางมาถึงช้า แต่พี่น้องก็ยังนั่งรอกระจายอยู่ตามต้นไม้และศาลาวัด ผู้ปกครองบ้านก็เดินมานั่งและชวนคณะเราคุยกันเรื่องขั้นตอนกระบวนการแห่และทอดผ้าป่า “ถวายผ้าป่าก่อนค่อยรื่นเริง เอาตอนสติมันยังอยู่กับร่องกับรอย” พ่อคำเภ้า บอกพวกเราอย่างนั้น

เวลาบ่ายสามครึ่งคณะกองผ้าป่าชาวบ้านร่วมกันแห่รอบศาลา 3 รอบ ไม่มีกลองไม่มีการฟ้อนรำ เดินครบสามรอบก็ถวายทอดผ้าป่า เรียบง่ายและงดงาม ก่อนที่เราจะล้อมวงกินข้าวในตอนสี่โมงเย็น ขณะที่กินข้าว พ่อใหญ่บ้านก็พูดใส่ไมโครโฟนถึงพิธีการในวันพรุ่งนี้ให้ลูกบ้านและคณะผ้าป่าได้รับรู้พร้อมกันอีกครั้ง “มื่ออื่นใส่บาตร ผูกแขนและมากินข้าวฮ่วมกันเด้อพี่น้องป้องปายเอ้ย”

บ้านหางสะดำ อยู่กลางเกาะที่ห่างออกจากฝั่งไปกว่า 2 กิโลเมตร ต้องนั่งเรือจากเวินคามเข้าไป จุดที่นั่งเรือเป็นแผ่นดินที่อาณาเขตติดต่อกับกัมพูชา และเป็นจุดสิ้นสุดที่แม่น้ำโขงไหลเข้าไปในเขตแดนของกัมพูชา จุดนี้มีวังน้ำขนาดใหญ่ที่ปลาข่า หรือโลมาอิรวดี อาศัยอยู่จำนวน 7 ตัว ซึ่งจุดนี้เอง หากไล่เลียงจากแม่น้ำโขงขึ้นไป แม่น้ำสายนี้เป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่แบ่งแยกออกเป็นหลายช่องหลายสาย จากแม่น้ำสายเดียวกันคือ แม่น้ำโขง แต่ละจุดมีชื่อเรียกเฉพาะ หลายแห่งเป็นที่รู้จัก อาทิ น้ำตกหลี่ผี อยู่ในเขตบ้านดอนคอน อีกแห่งคือน้ำตกคอนพะเพ็ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากถนนใหญ่เท่าใดนักและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว เพราะไม่ต้องนั่งเรือข้ามไป

 

received_10205542565939433

นอกจากนี้ยังมีฮูสะโฮง ฮูสะดำ ฮูช้างเผือก ฮูนกกระซุม สาเหตุที่เรียกว่า ฮู เพราะ บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่น้ำไหลเชี่ยวแต่ไม่มีน้ำตกและเป็นช่องทางที่ปลาสามารถขึ้นลงไปวางไข่ได้ตลอดทั้งปี

คณะทอดผ้าป่าจากไทย 20 คน พากันเดินเล่นในหมู่บ้านทำความรู้จักทักทายกับพี่น้อง จากนั้นก็ชวนกันไปอาบน้ำที่ท่าบ้าน เพราะที่บ้านหางสะดำยังไม่มีเครื่องสูบน้ำขึ้นไปใช้ น้ำใช้ในครัวเรือนได้จากการหาบคอนขึ้นไปคราวละหาบ และใช้ตามความจำเป็น เช่น ล้างจาน ใช้ในกิจวัตรครัวเรือนเท่านั้น แต่เวลาจะอาบน้ำชาวบ้านหางสะดำจะหิ้วอุปกรณ์การอาบน้ำลงอาบที่ท่าน้ำหมู่บ้าน

“มันเหมือนบ้านเราเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว” สนอง ใต้โพธิ์ หนึ่งในคณะที่ร่วมเดินทางไปทอดผ้าป่าบอก

“เมื่อก่อนบ้านตามุยก็เป็นแบบนี้ ส่วนใหญ่ลงอาบน้ำที่ท่า หาบคอนกลับมาใช้ในครัวเรือนบ้างวันละสองสามหาบ ตอนเป็นเด็กต้องกุลีกุจอลงไปหาบน้ำก่อนที่จะไปเล่นที่อื่น ไม่อย่างนั้นเป็นได้เจ็บจากไม้ฟืนใกล้มือแม่”

ขณะที่เรายืนชมบรรยากาศและทิวทัศน์ บ้านหางสะดำโอบล้อมไปด้วยน้ำ เราซึมซับบรรยากาศธรรมชาติที่งดงามอยู่เป็นนาน มีเด็กๆ ลงมาเล่นสนุกสนานที่ท่าหลายสิบคน พอเล่นเหนื่อยก็ลงน้ำกลับมาเล่นใหม่ บางคนก็วิ่งฮ้อ ตะบึงขึ้นท่าเพื่อกลับบ้าน วันนี้มีงานบุญ เด็กๆ คงกลับไปเตรียมชุดหล่อชุดสวยเพื่อมาเที่ยวเล่นกันคืนนี้

เช้าวันรุ่งขึ้น ความแปลกถิ่นทำให้เราตื่นแต่เช้า เวลาแห่งความสนุกสนานผ่านไปเร็ว เมื่อคืนคนไม่เคยฟ้อนก็ได้ฟ้อน คนไม่เคยดื่มก็ดื่ม เพราะบรรยากาศที่สนุกสนานนำพาให้แต่ละคนอดที่จะร่วมกิจกรรมหม่วนซื่นโฮแซวไม่ได้ แต่กระนั้นเราก็ยังตื่นเช้ากันได้

เสียงเรียกทำให้เราต้องวิ่งไปตามเสียงเรียกแกเกือบจะทันที “มาเบิ่งปลาเด้อ ติดมองสามเซ็น ได้หลายคัก มีแต่ปลาหลังขนคักๆๆ” เราพากันยืนมองด้วยความคิดความรู้สึกที่หลากหลาย เพราะหลังจากที่ตั้งวงคุยกลุ่มย่อย เราพูดเรื่องความเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่าด้วยเรื่องน้ำ เรื่องปลา เรื่องความอุดมสมบูรณ์ โดยมีพ่อวัย สนอง พ่อศรี พ่อก๋อง อ้ายตาล จากฝั่งไทย และมีมิตรจากฝั่งลาวนั่งล้อมวงคุยกันอย่างออกรส

“ทางนี่ดีใจหลายเรื่องบ้านเมืองสิเจริญ เขาพาข้อยไปเบิ่งงานอยู่หงสา กับไซยะบุรี บ้านเมืองต้องเจริญ เฮาสิหว่าเขาบ่ได้ เฮากะมีแต่อยู่ไป” ชาวบ้านคนหนึ่งบอกเล่าเรื่องของตัวเองที่ได้ไปดูงาน

“สะพานเวินคามกับฮูสะดำใกล้เสร็จแล้ว น่าจะพฤษภาคมนี่ล่ะเร่งเฮ็ดทั้งวันทั้งคืน ต่อไปเฮามาเยี่ยมยามหากันกะสิบ่ยากคือเก่าแล้วล่ะ” อ้ายคนหนึ่งกล่าวเสริม โดยที่พี่น้องแต่ละคนพยักหน้าเห็นดีงามด้วย ขณะเดียวกัน เราได้แลกเปลี่ยนเรื่องความกังวลต่อสถานการณ์แม่น้ำโขงเปลี่ยนไป ซึ่งพี่น้องหางสะดำภายในวงบอกว่า เห็นความเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน เรื่องน้ำแดงมาเร็ว และสีน้ำโขงไม่ใสเหมือนเมื่อก่อน ปลาที่จับได้ปีนี้เป็นปลาหลังขน ปลาสร้อยลดลง แต่ก็ขึ้นอยู่กับบางปีด้วยเช่นกัน บางปีชนิดนี้มาก ชนิดนั้นน้อย แต่ที่เด่นชัดจำนวนปลาที่จับได้ลดลงจากเมื่อก่อนมาก อันนี้ชาวบ้านที่นี่ก็พูดคุยกันอยู่

พ่อวัย พรานปลาจากโขงเจียม ได้แลกเปลี่ยนสถานการณ์คนหาปลาที่ไทยว่า “สองสามปีมานี่ ปลาบางชนิดจับได้เยอะ เช่น ปลาเอิน แต่ปลาบางชนิดจับได้น้อยมาก เช่นปลาหนู ปลาเผาะ ไม่รู้มันไปไหน ปลาขบก็จับได้ลดลง แต่ราคาที่ไทยกับที่ลาวราคาไม่ต่างกันมากนัก ปลาแพงขึ้นแต่จับได้น้อย ถ้าจับได้เยอะๆ เหมือนเมื่อก่อนรวยเลยคนหาปลา” พ่อวัยเล่าด้วยน้ำเสียงปนอารมณ์ขัน

จากการนั่งแลกเปลี่ยนเราได้พูดคุยไปถึงวิธีการจับปลา การหาปลาของชาวบ้านทั้งสองพื้นที่ เพราะจากที่สังเกตเครื่องมือจับปลาที่บ้านหางสะดำมีน้อยมาก ขนาดตาข่ายที่เห็นก็ไม่เยอะ เมื่อสอบถามกันได้ความว่า ที่นี่ปลาเยอะ การหาปลาด้วยเครื่องมือหลักๆ ของชาวบ้านที่นี่คือ หลี่ ที่จะใช้ในช่วงดือนที่น้ำลดปลาขึ้น

“การใช้อุปกรณ์จำพวกตาข่ายดักปลาจึงมีไม่มากอย่างที่เห็น มีบางคนที่ใช้แห แต่ก็เป็นช่วงปลาขึ้นเดือนห้าเดือนหก หลายคนเลือกใส่ดักปลาใหญ่ อย่างช่วงนี้ปลาเล็กกำลังขึ้นก็กางไว้พอได้ทำปลาแห้งปลาร้า แต่เดือนที่สร้างรายได้จริงๆต้องรออีกสักสามเดือน” ชาวบ้านบอกกับพี่น้องในวงแลกเปลี่ยน คนหนึ่งถึงขั้นออกปากอยากกลับไทยไปเอาเครื่องมือจับปลามาร่วมจับด้วย เนื่องจากเห็นปลาที่ติดมากับตาข่ายจำนวนมาก วงพูดคุยต้องยุติเมื่อมีเสียงประกาศจากตู้ลำโพงที่วัดเรียกรวมผู้คนในหมู่บ้าน รวมถึงคณะจากไทย
เสียงหมอพราห์มจบลงไปแล้ว ฝ้ายหลากสีถูกดึงออกไปทีละเส้นพี่น้องลาวต่างหยิบเอาไปผูกให้คณะผ้าป่าจากไทย เสียงพูดคุยทักทายฉันท์ญาติมิตรดังกลบไปทั่วศาลาวัด
“กลับมาเยี่ยม มายามกันอีกเด้อ” “อยู่ดีมีแฮงเด้อ” “เดินทางปลอดภัยเด้อ” สารพัดคำกล่าวที่ชาวบ้านจะอวยพรให้กัน วันนี้รอยยิ้มเต็มไปหมดทั่วทั้งวัด หลังจากเสร็จพิธีผูกแขนก็เป็นการต่อยอดผ้าป่า และกินข้าวร่วมกัน

เราโบกมือลากันประมาณเก้าโมง เรือสามลำไปส่งที่ท่าเวินคาม แต่ก่อนที่ไปเราแวะเยี่ยมและทักทายปลาข่าหรือโลมาอิละวดีประมาณครึ่งชั่วโมง ไม่นานปลาข่าโผล่ผุด โผล่ว่ายใกล้ๆ กับเรือของคณะเราทำเอาทีมงานผ้าป่ายิ้มแก้มปริกันเลยเทียว ขณะที่กลุ่มแม่หญิงลาวพูดว่า “แม้ว่าจะอยู่หางดอนแต่ก็ไม่เคยมาดูชัดๆแบบนี้ ครั้งนี้ถือว่าโชคดีได้มาเบิ่งมาแยงฮ่วมกับพี่น้องฝั่งไทย เป็นบุญเป็นคุณหลายอีพ่อเอ๊ย” เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องกึกก้องลำเรือ เมื่อดูจนพอใจเราจึงบ่ายหน้าเข้าหาฝั่ง

ความเป็นลูกแม่น้ำโขงซึ่งเป็นคนที่อาศัยแม่น้ำสายเดียวกันหาอยู่หากิน ถือว่าไม่ไกลเลย ปลาที่กินที่จับได้ก็ชนิดเดียวกัน ภาษาพูดคุยก็เหมือนๆกัน การกิน การพูด การนอน เหมือนกันแทบแยกไม่ออก

รอยยิ้ม มิตรภาพ และความสุขที่เรามีให้กัน รวมถึงอาหารที่เต็มถาด ที่แต่ละบ้านนำมาฮับต้อน ถือว่าเต็มอิ่มในหัวใจแขกผู้มาเยือนอย่างจับจิตเลยทีเดียว

โดย คำปิ่น อักษร

………..

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.