“มิ้นอ่องหล่าย” ผบ.สส.พม่า วิจารณ์ผู้นำกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ใจแคบ ล้มเหลวสร้างสันติภาพในประเทศ อ้างกองทัพจำเป็นต้องเดินหน้าปฏิบัติการทางทหาร

0
ภาพจาก panglong

ภาพจาก panglong

เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ชาติพันธุ์ หลังพลเอกมิ้นอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพพม่าได้ออกมาโจมตีผู้นำกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์บางกลุ่มว่า มีทัศนคติใจแคบต่อการสร้างสันติภาพในประเทศ จึงทำให้ทางกองทัพพม่า หรือตั้ดมะด่อว์ จำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อไป คำพูดดังกล่าวของพลเอกมิ้นอ่องหล่ายมีขึ้นระหว่างที่เดินทางไปงานพิธีมอบเหรียญรางวัลให้กับนายทหารพม่า เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันชาติพม่าครบรอบ 69 ปี ในปีนี้

ทั้งนี้ พลเอกมิ้นอ่องหล่าย กล่าวว่า แทนที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยโดยสันติวิธี ตรงกันข้ามทางผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มกลับมีทัศนคติใจแคบ และยังคงมีพฤติกรรมคุกคามชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เป็นภัยต่อผลประโยชน์ของประเทศ ขาดจิตวิญญาณที่แท้จริงในการบรรลุสร้างสันติภาพในประเทศ จึงทำให้กองทัพไม่อาจหลีกเลี่ยงการปฏิบัติการทางทหารได้

พลเอกมิ้นอ่องหล่ายยังกล่าวว่า ที่ผ่านมาทางกองทัพและรัฐบาลได้พยายามอดทนอดกลั้นมาโดยตลอดและใช้วิธีการเจรจา แต่กลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มก็ยังพยายามที่จะทำลายอธิปไตยของประเทศโดยการจุดชนวนความขัดแย้งขึ้นมา แม้พลเอกมิ้นอ่องหล่ายไม่ได้ระบุกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์กลุ่มไหน แต่ทางนักสังเกตการณ์เชื่อว่า น่าจะต้องการกล่าวถึงกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ไม่ยอมลงนามหยุดยิงเมื่อปี 2559 อย่างสมาชิกของกลุ่ม UNFC

ทางด้าน ขุนอูเร เลขาธิการของกลุ่ม UNFC แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า คำวิจารณ์ของผู้นำกองทัพพม่าไม่ได้ช่วยอะไร และแนะว่า ทั้งสองฝ่ายควรหาทางที่จะเจรจาเพื่อให้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพ โดยย้ำจำเป็นต้องมีการพูดคุยกันก่อนที่จะทำข้อตกลง ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา ดังนั้นทางผู้นำกองทัพพม่าไม่ควรด่วนสรุปว่าทางกลุ่มชาติพันธุ์ใจแคบหากไม่ทำตามแนวทางที่กองทัพพม่าและรัฐบาลพม่าวางไว้

นอกจากนี้ ขุนอูเร ยังกล่าวว่า ความขัดแย้งที่ยังดำเนินไป กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์เองก็ได้รับผลกระทบหนักสุด และหากทางกลุ่มชาติพันธุ์จะกล่าวหาว่ากองทัพพม่าเองก็ใช้เครื่องบินโจมตีในรัฐฉานและในรัฐคะฉิ่น เชื่อว่าการตอบโต้วิพากษ์วิจารณ์กันไปมาก็จะไม่จบ

แม้ในปี 2559 ที่ผ่านมา จะมีกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ 8 กลุ่มลงนามหยุดยิงแห่งชาติกับรัฐบาลพม่า แต่กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่ๆ อย่างกองทัพว้า และกองทัพคะฉิ่น KIA ยังคงไม่ยอมลงนามหยุดยิง อีกทั้งกองทัพคะฉิ่น KIA กองกำลังปะหล่อง TNLA โกก้าง MNDAA และกองทัพอาระกัน AA ยังคงทำสงครามกับกองทัพพม่าอย่างต่อเนื่องทางเหนือของประเทศ

ขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ ชาวคะฉิ่นราว 50 คน ได้ออกมารวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตกงสุลพม่าในจังหวัดเชียงใหม่ เรียกร้องให้กองทัพพม่ายุติทำสงครามกับกลุ่มติออาวุธชาติพันธุ์ทั้งในรัฐคะฉิ่นและทางเหนือของรัฐฉาน รวมถึงเรียกร้องให้หยุดละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวบ้าน เรียกร้องให้รัฐบาลพม่าสืบสวนกรณีที่กองทัพพม่าจับผู้นำทางศาสนาชาวคะฉิ่นจำนวน 2 คน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม

ชาวคะฉิ่นที่รวมตัวประท้วงยังขอให้ทางจีนและรัสเซียเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาสู้รบระหว่างกองทัพ KIA และกองทัพพม่า นอกจากนี้ขอให้ทางการจีนอย่าผลักดันผู้ลี้ภัยชาวคะฉิ่นที่หนีภัยสู้รบข้ามไปยังประเทศจีน ชาวคะฉิ่นรายหนึ่งระบุว่า ขณะนี้ชาวคะฉิ่นได้รับความทุกข์ยากลำบากทั้งจากภัยสงครามและสภาพอากาศที่หนาวเย็นทางเหนือของประเทศ

มีรายงานด้วยเช่นกันว่า ผู้ลี้ภัยสงครามมากกว่า 1,300 คน ที่มาอาศัยหลบภัยในวัดของตัวเมืองน้ำตู้ ทางเหนือรัฐฉานก็กำลังจะเผชิญกับการขาดแคลนอาหารในอนาคต โดยขณะนี้มีอาหารเพียงพอเหลือสำหรับหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ หนีภัยสงครามระหว่างกองปะหล่อง TNLA และกองทัพรัฐฉาน RCSS/SSA

ที่มา Irrawaddy/Panglong
แปลและเรียบเรียงโดย สำนักข่าวชายขอบ

Share.

Comments are closed.