ทุ่งนาหมู่บ้านมเวชอง
ทุ่งนาหมู่บ้านมเวชอง /ภาพโดยวิชัย จันทวาโร

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 คณะสื่อมวลชนไทย-พม่า ทั้งจากหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ รวมถึงนักเขียน ได้ลงพื้นที่ที่หมู่บ้านมเวชอง (Mwe Shawng) จังหวัดมะริด ภาคตะนาวศรี ประเทศพม่า เพื่อเก็บข้อมูลโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมะริด ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ลงนาม MOU กับกระทรวงพลังงานไฟฟ้าพม่า พัฒนาโครงการถ่านหิน ขนาด 2,640 เมกกะวัตต์ ร่วมกับอีก 3 บริษัท มูลค่าโครงการ 170,000 ล้านบาท โดยมีแผนส่งไฟฟ้าขายให้ประเทศไทย แต่ชาวมะริดในหลายหมู่บ้านไม่เห็นด้วยและทำหนังสือคัดค้านมาหลายครั้ง กระทั่งรัฐบาลชุดเก่าที่มีนายเต็ง เส่ง เป็นประธานาธิบดี ได้ประกาศชะลอโครงการไปแล้วเมื่อปี 2015

received_595100520650846
ชาวบ้านมเวชอง ทำสัญลักษณ์คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

นายอาว พุก ตัวแทนชาวบ้านมเวชอง กล่าวว่า ตนรู้สึกมีความหวังและเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะไม่นำโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้ามาสร้างในชุมชนเป็นแน่ ถ้าเข้ามาในรูปแบบพลังงานสะอาด พลังงานทางเลือกจะดีกว่า ทั้งนี้จากประสบการณ์ที่ได้เป็นตัวแทนไปศึกษาโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใกล้ชายแดนจีน พบว่า ชุมชนที่นั่นมีโรงไฟฟ้าซึ่งสร้างผลกระทบอย่างมากทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ อย่างเช่น กรณีผลการตรวจสุขภาพในทารกแรกเกิด พบว่ามีความผิดปกติทางร่างกาย และมีอัตตราการเสียชีวิตที่สูง ส่วนสตรีมีครรภ์ที่ได้รับมลพิษทั้งควันพิษ ทั้งน้ำเสียที่เกิดจากโรงไฟฟ้าจะมีสุขภาพอ่อนแอ ทำให้เด็กในครรภ์ได้รับอันตราย

นายอาวกล่าวด้วยว่า นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ก็ยังมีผลกระทบต่อพืช เช่น ในชุมชนที่โรงไฟฟ้าปล่อยน้ำเสียลงคลอง เมื่อปลูกต้นไม้แล้วเอาน้ำเหล่านั้นมารด ต่อเนื่องจะพบว่าต้นไม้โต แต่มีความผิดปกติ แสดงว่าต้นไม้ได้รับพิษจากโรงไฟฟ้าแน่นอน ชาวบ้านจึงมั่นใจว่าชุมชนที่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่เหมาะสมกับการปลูกพืช

ทุ่งนาหมู่บ้านมเวชอง
ทุ่งนาหมู่บ้านมเวชอง /ภาพโดยวิชัย จันทวาโร

“ผมคิดว่า ยังไงโรงไฟฟ้าก็ไม่ได้จำเป็นไปกว่าการมีข้าวกิน มีผัก ผลไม้ มีแม่น้ำที่สะอาด การมีคนเจ็บตาย แต่ไฟฟ้าสว่างแจ้ง จะมีไปทำไมกัน ตอนนี้ก็ดีใจที่รัฐบาลประกาศชะลอ และถ้ามีโรงไฟฟ้าประเภทอื่นเข้ามาก่อสร้างภายหลัง ชาวบ้านจะขอดูก่อนว่ามันสะอาดพอไหม มีผลอย่างไรต่อชุมชน” นายอาว กล่าว

ด้านนายทุน จี ชาวบ้านมเวชอง กล่าวว่า ข้อมูลบางส่วนระบุว่า อัตราเด็กแรกเกิดที่รอดชีวิตในพื้นที่ซึ่งมีโรงไฟฟ้ามีแค่ 3 ใน 10 คนเท่านั้น ตรงนี้ก็น่ากังวลอย่างมาก อยากย้ำว่า ควันที่โรงไฟฟ้าถ่านหินปล่อยออกมาลอยไปสู่อากาศนั้น เมื่อถึงเวลา ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้นก็จะต้องสูดดม มลพิษทางอากาศก็กลับมาสู่คนทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย

นายทุน กล่าวต่อว่า กระบวนการต่อสู้คัดค้านโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2012 และในที่สุดรัฐบาลได้ประกาศชะลอโครงการเมื่อปี 2015 เมื่อชาวบ้านรู้ถึงพิษภัยของโรงไฟฟ้าแล้ว ส่วนหนึ่งจะมีเวทีประชุมหมู่บ้านร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าจะรับหรือไม่รับโรงไฟฟ้า อีกส่วนหนึ่งจะมีการเดินสายไปตามหมู่บ้านอื่น ๆ ร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อสอบถามความคิดเห็นต่อโครงการโรงไฟฟ้าจากแต่ละหมู่บ้าน พร้อมกระจายข้อมูลข่าวสารด้านดี-ด้านเสียของโรงไฟฟ้า จากนั้นจะสรุปข้อมูลแล้วทำหนังสือส่งถึงหน่วยงานของรัฐเพื่อยืนยันความคิดเห็นว่า ชาวบ้านไม่ต้องการโรงไฟฟ้า

ขณะที่นักกิจกรรมทางสังคมพม่าในเมืองมะริด และเป็นอดีตนักศึกษากลุ่ม 88 ได้ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลพม่าชุดปัจจุบันระงับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินมะริดและโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดทั่วประเทศแล้ว โดยรองมุขมนตรีภาคตะนาวศรีมีคำสั่งระงับการดำเนินโครงการที่มะริดตามคำสั่งรัฐบาล เพราะรัฐบาลพม่าชุดนี้มาจากการเลือกตั้ง จึงต้องฟังเสียงประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้ในสมัยรัฐบาลทหารที่นำโดยประธานาธิบดีเต็งเส่ง ชาวบ้านและภาคประชาชนได้ให้ข้อมูลแก่ผู้มีอำนาจและสาธารณะอย่างมาก มีกิจกรรมรณรงค์ ส่งจดหมายถึงรัฐบาล และบริษัทเอกชนผู้ลงทุนในโครงการด้วย

“ประชาชนชาวมะริดได้ประกาศมาตลอดว่า ไม่ยอมรับโรงไฟฟ้าถ่านหินใด ๆ ผมเชื่อว่าบริษัทเอกชนใด ๆ ที่จะเข้ามาลงทุนย่อมรับทราบข้อเท็จจริงนี้อยู่แล้ว พม่ามีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย โดยเเฉพาะอย่างยิ่งคือก๊าซธรรมชาติในทะเล แต่ที่ผ่านมากลับส่งออก” นักกิจกรรมทางสังคม กล่าว

อดีตนักศึกษากลุ่ม 88 กล่าวด้วยว่า จังหวัดมะริดมีความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดเพียงประมาณ 5 เมกะวัตต์ และไม่เกิน 20 เมกะวัตต์ เพราะเป็นจังหวัดที่มีประชากรเพียง 1.5 ล้านคน และขณะนี้รัฐบาลพม่ามีแผนในการสร้างระบบไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งมีการเดินสายส่งมายังรัฐมอญ แต่ภาคตะนาวศรียังเป็นพื้นที่ห่างไกล

แกนนำกลุ่มนักศึกษาพม่า 88 กล่าวว่า ปัจจุบันในพม่าซึ่งมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเพียง 2 แห่ง คือ โรงไฟฟ้า 8 เมกกะวัตต์ ที่เมืองเกาะสอง ภาคใต้สุดของพม่า และอีกโรงที่รัฐฉานตอนล่าง ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 โรงรัฐบาลพม่าได้หยุดดำเนินการแล้วทั้งสองโรง เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ได้คัดค้านอย่างหนักเนื่องจากผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันโครงการใหญ่อย่างเขื่อนมิตส่ง บนแม่น้ำอิรวดี ซึ่งเป็นการลงทุนจากจีน ก็ยังต้องหยุดไป เพราะผลกระทบที่จะเกิดกับลุ่มน้ำอิรวดี ซึ่งเป็นไปเพื่อจิตวิญญาณของประชาชนชาวพม่า

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.