ภาพโดย Himalayan
ภาพโดย Himalayan

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2559 ที่หอศิลปและวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กลุ่มศิลปินอิสระร่วมกันจัดงาน “ใจแผ่นดิน แผ่นดินใจ” ที่เป็นการจัดแสดงผลงานศิลปะจากกว่า 200 ศิลปิน เพื่อสื่อถึง ‘ปู่คออี้ มีมิ’ อายุ 105 ปี ชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ที่ถูกบังคับให้โยกย้ายจากบ้านบางกลอยบน ในป่าใหญ่ใจแผ่นดิน

ภาพโดย Himalayan
ภาพโดย Himalayan

ภายในงานยังมีการเปิดประมูลและขายชิ้นงานศิลปะให้แก่ผู้ที่สนใจ รวมทั้งของที่ระลึกต่าง ๆ เพื่อนำรายได้สมทบทุนมอบให้กับชาวบ้านบางกลอย โดยตลอดทั้งวันมีศิลปิน ประชาชนทั่วไป และตัวแทนชาวบ้านกะเหรี่ยงจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก โดยผลงานจะจัดแสดงต่อไประหว่างวันที่ 7-16 ตุลาคม 2559

นางเนียน ทองกุ้ง เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเขตงานตะนาวศรี สมาชิกวงจู่โจม ที่เดินทางมาร่วมแสดงดนตรีเตหน่าภายในงาน กล่าวว่า คนทุกคนมีชีวิตเหมือนกัน มีสิทธิ์อยู่บนแผ่นดินไทยเท่ากัน และวันนี้เป็นวันรวมพลังของทุกคน ที่จะทำให้สังคมเห็นว่าชาวบ้านบางกลอยไม่ใช่ผู้บุกรุกป่า ถ้าทำได้ประเทศชาติจะไม่มีความทุกข์

received_1215452188498064
นอกจากนี้มีวงสนทนาชาวบ้านกับนักสิทธิมนุษยชน โดยนายปลุ๊ก จีบ้ง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านโป่งลึก-บางกลอย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปที่บางกลอยมักจะพูดกับชาวบ้านว่า ชาวบ้านเป็นผู้ทำลายป่า แต่จริง ๆ แล้วที่บ้านของเรามีป่าเยอะกว่าในเมืองและอยู่มาหลายชั่วอายุคน เพราะเราทำไร่หมุนเวียนเท่านั้นไม่ได้บุกรุกป่าใหม่ เมื่อเจ้าหน้าที่บอกให้เราย้ายไปอยู่ข้างล่างเพื่อจะได้มีความเจริญ และมีการรับปากกับชาวบ้านว่าหากอยู่ไม่ได้สามารถย้ายกลับไปที่เดิมได้ จึงทำให้มีชาวบ้านบางส่วนตัดสินในย้ายลงมา ต่อมาปี 2539 หน่วยงานกลับบอกว่า ย้ายลงมาแล้วก็ไม่สามารถกลับไปอยู่ที่เดิมได้ ชาวบ้านจึงรู้สึกว่าเป็นการโกหก ชาวบ้านอีกส่วนที่ยังไม่ยอมลงมาก็มีเจ้าหน้าที่ขึ้นไปบอกว่า ชาวบ้านอยู่ไม่ได้แล้วต้องลงไปอยู่ที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย

received_1215450985164851

นายปลุ๊ก กล่าวว่า ชาวบ้านถามว่าถ้าย้ายไปแล้วไม่มีที่ทำกินให้ชาวบ้านจะอยู่กันได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าให้ไปอาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง ชาวบ้านจึงต้องจำใจย้าย เพราะกลัวและไม่มีทางต่อรอง ทั้งที่เราอยู่กันมาก่อนประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่เพิ่งประกาศเมื่อปี 2534 แต่ชาวบ้านอยู่กันมากกว่า 200 ปี และปู่คออี้ก็อยู่ที่บ้านใจแผ่นดินมาก่อนที่จะมีการปักปันเขตแดนไทย-พม่า พอจะประกาศเขตอุทยานก็ไม่เคยมีการไปให้ข้อมูลกับชาวบ้าน กว่าชาวบ้านจะรู้ก็หลังจากมีการประกาศเขตอุทยานไปแล้ว ชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าจะไปบอกใครว่าเราอาศัยอยู่ที่นี่ มีบ้าน มีผลไม้ที่เราปลูกไว้ขนาดใหญ่กว่า 3 คนโอบจำนวนมาก และข้อกล่าวหาว่าชาวบ้านทำลายป่า คือเมื่อเจ้าหน้าที่เข้ามาไล่และเผายุ้งฉางของชาวบ้าน ก็ต้องหนีออกมาและทำไร่ข้าวโพดแค่พอทำกิน เพราะถ้าไม่ทำก็อดตาย

“อยากชวนทุกหน่วยงาน ศาล สภาทนายความ กรรมการสิทธิมนุษยชน และทุก ๆ คนไปลงพื้นที่ จะได้เห็นว่าชาวบ้านอยู่กันอย่างกันอย่างไร ไร่หมุนเวียนเป็นอย่างไรที่ยังมีป่าอยู่ได้ และก็จะได้เห็นหลักฐานว่าชาวบ้านอยู่มาก่อน อยากชวนไปร่วมกันพิสูจน์” นายปลุ๊ก กล่าว
event
ด้านนางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร กล่าวว่า รัฐบาลควรดำเนินการให้ปู่คออี้และชาวบ้านได้ย้ายกลับไปอยู่ในพื้นที่ที่ได้ดื่มน้ำนมแม่หยดแรกตามที่ปู่ได้กล่าวได้ เพราะหากได้ติดตามข่าวของปู่คออี้ที่มีอายุถึง 105 ปี ในแง่สิทธิที่ปู่เป็นตัวแทนของชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งประเทศไทยได้ปฏิญญาสากลในเรื่องสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2550 และมีมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ปี 2553 ในการฟื้นฟูวิถีชีวิตกะเหรี่ยงและชาวเล แต่ตอนนี้ยังมีศักดิ์ศรีต่ำกว่ากฎหมายทำให้ไม่มีการปฏิบัติ วันนี้จึงเป็นโอกาสที่จะร่วมกันผลักดันให้สิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองได้ถูกระบุไว้ในกฎหมาย

นางเตือนใจกล่าวต่อว่า การทำไร่หมุนเวียนเป็นภูมิปัญญาของกะเหรี่ยง แต่เมือประกาศเขตป่าคนรักษาป่ากลับกลายเป็นคนบุกรุกป่า ทั้งที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกที่มีคนกะเหรี่ยงอาศัยอยู่มีพื้นที่ป่าเหลืออยู่มากที่สุดในประเทศ ยกตัวอย่างอุทยานแห่งชาติสาละวินที่ให้ชาวบ้านดั้งเดิมอาศัยอยู่ได้ มีการกันพื้นที่ป่าชุมขน และไร่หมุนเวียนของชาวบ้านไว้ จึงน่าจะเอามาเป็นต้นแบบให้อุทยานฯ แก่งกระจานในการแก้ปัญหา และเสนอให้มีการนำมิติวัฒนธรรม ข้อมูลวิชาการ มาใช้พิจารณาคดีของชาวบ้าน ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับการแก้ปัญหาและกฎหมาย ที่ปู่คออี้จะเป็นหนึ่งในกรณีจุดประกายให้เกิดการยอมรับของสังคมและรัฐบาล

received_1215452435164706

นางสุนี ไชยรส ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า เรื่องราวของปู่คออี้และชาวบ้านบางกลอยเป็นเรื่องที่สะเทือนใจต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา และมีปัญหาของชาวบ้านกรณีเช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นไม่น้อย คือรัฐผูกขาดการจัดการพื้นที่ป่าไว้ทั้งหมดและจะจัดการอย่างไรก็ได้ แม้มีบางพื้นที่มีการเจรจาแก้ไขเปลี่ยนแปลงทำให้สามารถมีชุมชนในเขตอุทยานแห่งชาติได้ แต่รัฐไม่มีนโยบายที่ชัดเจนจึงเกิดการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน กรณีปู่คออี้กับลูกหลานนั้น อาจเกิดจากการไม่เข้าใจวิถีของปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยง ที่มีวิถีการทำไร่หมุนเวียน จนมีการใช้อำนาจรัฐแบบรุนแรงที่นำมาซึ่งการเผาไล่ชาวบ้าน

นางสุนีกล่าวอีกว่า หาทางออก ต้องทำให้สังคมหรือรัฐยอมรับความเป็นจริง เมื่อชาวบ้านอยู่ก่อนอุทยานฯ ก็ต้องไม่ไปไล่ชุมชน ต้องสร้างบรรทัดฐานในการยอมรับวิถีการทำไร่หมุนเวียน ยอมรับวิถีของชนเผ่าต่าง ๆ เพราะถ้าไม่เกิดการยอมรับการแก้ปัญหาก็เหมือนพายเรือในอ่างและศาลก็จะตัดสินตามกฎหมายแบบตายตัว ซึ่งการทำให้เรื่องราวของปู่คออี้เป็นกระแส ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจต่อสังคมและกดดันรัฐบาลให้เปลี่ยนท่าทีต่อการจัดการปัญหา และเป็นเรื่องที่นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน จะต้องต่อสู้เพื่อไม่ให้มีการตีความกฎหมายในลักษณะนี้

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการนำภาพนิ่งหมู่บ้านบางกลอยบนซึ่งเห็นร่องรอยของชุมชนดั้งเดิม ที่มีสวนผลไม้ เช่น ต้นทุเรียนอายุนับร้อยปี โดยมีนายนิรันดร์ พงษ์เทพ อดีตผู้ใหญ่บ้านบางกลอยบน ร่วมบรรยาย

ขณะเดียวกันได้มีการแสดงศิลปะแสดงสดของกลุ่มศิลปินอิสระที่ลานหน้าหอศิลปฯ ที่สื่อถึงเรื่องราวของชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย และการแสดงสดวาดภาพโดย ‘วสันต์ สิทธิเขตต์’ รวมทั้งการแสดงดนตรีโดย ‘หว่อง มงคล อุทก’ และเพื่อน อีกทั้งมีศิลปินและกวีขึ้นแสดงตลอดทั้งงาน

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.