mine

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 นางอารมณ์ คำจริง ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำและกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า หลังจากที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำ 3 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง (พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก)ได้ร่วมกันเคลื่อนไหวเพื่อร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ เกี่ยวกับนโยบายความรับผิดชอบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ตลอดจนประสานงานขอความช่วยเหลือไปไปหลายแห่งแล้วนั้น ล่าสุดชาวบ้าน ตำบลวังยาง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมทราบว่า การประกอบธุรกิจของเหมืองมีความไม่โปร่งใสเรื่องความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐในการใช้ทรัพยากรที่ดินบริจาคเพื่อการเพิ่มพื้นที่ป่าปี 2547 ที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชนตำบลวังยาง

นางอารมณ์กล่าวว่า เมื่อประมาณต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ภายหลังการทราบผลตรวจเลือดพบสารพิษปนเปื้อน สะท้อนปัญหาด้านสุขภาพของชาวบ้านแล้ว ผู้ได้รับผลกระทบเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบพื้นที่การได้รับสัมปทานของเหมืองทองคำจำนวนหลายพันไร่ เบื้องต้นชาวบ้านตำบลวังยาง จำนวน 20 ราย ระบุว่าเมื่อปี 2547 กรมป่าไม้ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาเจรจาโครงการการปลูกป่า ชาวบ้านบางส่วนจึงยอมมอบที่ดินให้ปากเปล่าเพื่อปลูกต้นสักและไม้อื่นๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่การอนุรักษ์ ประมาณ 1,000 ไร่ แต่ต่อมาทราบว่าที่ดินดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่ของเหมืองทองที่ขออาชญาบัตรและใช้เป็นกรรมสิทธิ์เพื่อขอประทานบัตรในภายหลัง

“ชาวบ้านในตำบลอื่นไม่รู้ว่ามีใครพลาดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้อีกหรือไม่ แต่คนวังยางนั้นเสียหายราว 20 คน เบื้องต้นไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจตำบลไทรย้อย เพราะรับผิดชอบดูแลรับเรื่องร้องทุกข์ครอบคลุมตำบลวังยาง เพื่อลงบันทึกประจำวันแล้ว โดยเรื่องนี้ ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา เพราะชาวบ้านเพิ่งมารู้ตัวในปีนี้ภายหลังจากเหมืองมีการปักหมุดแสดงการจับจอง จึงทำได้แค่แจ้งความบันทึกเรื่องราวไว้ และยื่นหนังสือถึงนายกฯ แล้วเพื่อให้เร่งรัดการตรวจสอบ” นางอารมย์ กล่าว

นายมงคล กรมทะนา อดีตกำนันตำบลวังยาง หนึ่งในผู้เสียหายที่ได้โอนที่ดินในกรรมสิทธิ์ในใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภบท.5) เพื่อการปลูกป่าเมื่อปี 2547 กล่าวว่า ตนเสียที่ดินเพื่อกิจการสาธารณะดังกล่าวจำนวน 106 ไร่ และมีชาวบ้านในตำบลได้รับความเสียหายเช่นกัน โดยครั้งแรกกรมป่าไม้ระบุว่านำที่ดินไปใช้ในการปลูกป่า ชาวบ้านเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีและยิ่งเป็นป่าเฉลิมพระเกียรติด้วยแล้ว จึงยอมยกที่ดินให้ ทั้งที่อดีตเมื่อประมาณ 20ปีมาแล้วนั้น ที่ดินดังกล่าวต้องเสียภาษีไร่ละ 5 บาท โดยชาวบ้านสมัยก่อนจะใช้เพื่อปลูกข้าวโพด ต่อมาพบว่าหน้าดินนั้นจำเป็นต้องปรับปรุงและเห็นว่าป่ามีความจำเป็นจึงยอมยกให้ แต่เมื่อมาทราบภายหลังว่าที่ดินนั้นเป็นของเหมืองและอาจเสี่ยงต่อการถูกนำเข้าไปประเมินราคาเพื่อซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ยิ่งกังวล จึงอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบความถูกต้องหรือพิสูจน์รังวัดที่แน่ชัดอีกครั้ง

“ตอนนี้เรายังไม่รู้ข้อเท็จจริง ว่าเหมืองจะใช้ที่ดินเราขุดทองไหม แล้วมีชาวบ้านเสียหายกี่ราย จึงอยากให้ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินของเหมืองทั้งหมด ไม่ว่าจะกี่พันไร่ อยากรู้มีปัญหาที่ดินทับซ้อนหรือไม่ อยากให้รัฐและบริษัทเปิดเผยข้อมูลมาให้หมด แต่รู้ว่าที่ดินทั้ง 1,000 ไร่ที่ยกให้กรมป่าไม้ตอนนั้น ชาวบ้านไม่ได้ทำกินมานานแล้ว มาพบอีกที คือกลายเป็นพื้นที่ของเหมือง”นายมงคล กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบเอกสารต่างๆโดยเฉพาะในรายงานการศึกษานโยบายการสำรวจและทำเหมืองทองคำ ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อเดือนมกราคม 2552 ซึ่งมีกรณีศึกษาบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด โดยระบุข้อมูลทั่วไปว่าบริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด เดิมเป็นบริษัทลูกของบริษัท คิงสเกต คอนโซลิเดเต็ด จำกัด (Kingsgate consolidated Ltd ) ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลียที่ได้รับอาชญาบัตรพิเศษในการสำรวจแร่ทองคำในเขตจังหวัดพิจิตร และเพชรบูรณ์ ตั้งแต่ปี พ ศ 2538 และได้รับประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ทองคำชาตรี ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2543 จำนวน 5 แปลง พื้นที่ 1,258 ไร่ ดำเนินการทำเหมืองแล้ว 4 แปลงพื้นที่  1,166 ไร่ ที่ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร และตำบลท้ายดง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ปัจจุบันได้เสนอขอประทานบัตรใหม่ในพื้นที่ติดกัน (ทิศเหนือของเหมืองแร่ทองคำชาตรีในปัจจุบัน) และเป็นบริเวณรอยต่อระหว่าจังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก อีกจำนวน 9 แปลง พื้นที่ 2,460 ไร่ ซึ่งขณะนี้มีการร้องเรียนคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่

77

วันที่ 24 มกราคม 2544 บริษัทฯ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อทำเหมืองแร่ทองคำ จำนวน 4 แปลง พื้นที่ 1,166 ไร่ 94 ตารางวา โดยได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในระยะเวลา 8 ปีแรก หลังจากนั้นจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 เป็นระยะเวลาอีก 5 ปี และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ทำให้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 ต้องมีการเพิ่มสัดส่วนหุ้นของนักลงทุนชาวไทย เป็นถือหุ้นร้อยละ 51.96 และบริษัท คิงสเกต คอนโซลิเดเต็ด จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 48.04

นอกจากนั้น บริษัท คิงสเกต คอนโซลิเดเต็ด จำกัด ได้จัดดั้งบริษัทในเครือ อีก ฯ บริษัท คือ บริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง จำกัด (ปัจจุบันคนไทยถือหุ้นทั้งหมด 100%) ทำหน้าที่ในการสำรวจแหล่งแร่ทองคำในประเทศไทย สำหรับที่ดินบริเวณที่ขอประทานบัตรนั้น บริษัท สวนสักพัฒนา จำกัด จะเป็นผู้ซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมด โดยกู้ยืมเงินจากบิรษัทอัคราฯ และให้บริษัทอัคราฯ เช่าที่ดินดังกล่าวทำเหมืองแร่ทองคำ

12
การสำรวจแร่ทองคำบริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด และบริษัทในเครือ (บริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง จำกัด)ปัจจุบันได้รับอาชญาบัตรพิเศษสำรวจ แร่ทองคำในเขตจังหวัดพิจิตรพิษณุโลกและจันทบุรี รวมทั้งหมด 52 แปลง พื้นที่ประมาณ 473,439 ไร่

การทำเหมืองแร่ทองคำ บริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด ได้ประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ทองคำและเงิน (เหมืองแร่ทองคำชาตรี) จำนวน 5 แปลง ที่จังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์ โดยประทานบัตรจำนวน 4 แปลง มีอายุ 20 ปี ตั้งแต่ ปี พ ศ 2543-2563 ซึ่งปัจจุบันได้ทำเหมืองแล้ว และที่เหลืออีกจำนวน 1 แปลง (ประทานบัตรที่ 25528/14714 จังหวัดเพชรบูรณ์) มีอายุ 19 ปี ตั้งแต่ปี พ ศ 2536-2555 อยู่ระหว่างการเตรียมการทำเหมืองทองคำ รวมพื้นที่ทั้งหมด 1,258 ไร่
13

นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังได้รับใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่เพื่อการเก็บขังน้ำขุ่นข้นหรือมูลดินทรายนอกเขตเหมืองแร่ 1 แปลง พื้นที่ 1,575 ไร่และใบอนุญาตพื้นที่ประกอบโลหกรรม 1 แปลง พื้นที่ 739 ไร่ รวมพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต ทั้งสิ้น 3,572 ไร่เศษ

ปริมาณและมูลค่าการผลิตแร่ทองคำ บิรษัทฯ ได้เปิดทำเหมืองแร่ทองคำชาตรีมาตั้งแต่ปี พ ศ 2544 โดยประมาณว่าแหล่งแร่ในพื้นที่ดังกล่าวจะมีโลหะทองคำประมาณ 27.7 ตัน และโลหะเงินประมาณ 98 ตัน ณ ขณะนี้ บริษัทฯ ได้ผลิตทองคำไปแล้วประมาณ 22.32 ตันและเงินประมาณ 69.28 ตัน คิดเป็นมูลค่า 12,695.48 ล้านบาท

14
ผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายให้แก่รัฐ นับตั้งแต่เริ่มเปิดทำเหมืองแร่ทองคำชาตรี บิรษัทฯ จ่ายค่าภาคหลวงแร่ให้กับรัฐในอัตราร้อยละ 2.5(อัตราคงที่) หรือประมาณ 383.82 ล้านบาท

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.