ปอนาว : มอแกนจากปูเลาปึตำ

ปอนาว2

——–
1

..ประตูบานหนึ่งถูกปิดตาย กุญแจสนิมเขรอะห้อยนิ่งอยู่นานแล้ว จนวันหนึ่ง เจ้าของบ้านปรากฎตัวขึ้น ปอนาวมาพร้อมลูกสาว(ชอเอ็ม)ที่มีแผลไฟไหม้ทั่วตัวขณะนั้นยังไม่หายสนิท ลูกชาย(ออแอ้)หนุ่มขี้อาย อมโรค หลาน(กาเยส,กาเย้น,กาม็อด)ซึ่งยังไม่สามารถสื่อสารกับเด็กๆในหมู่บ้านได้ กาเยสหลานสาวคนโตมีร่องรอยแผลเป็นจากไฟไหม้

…ปอนาวเกิดบนเรือกาบางเช่นเดียวกับมอแกนส่วนใหญ่ ล่องเรือหากิน-อาศัยใช้ชีวิตอยู่แถบชายฝั่งทางตอนใต้ของพม่าลงมาถึงน่านน้ำฝั่งอันดามันของไทย นี่เป็นเป็นวิถีชนเผ่าดั้งเดิมที่ดำเนินมาเนิ่นนาน ใช้เรือต่างบ้าน เชี่ยวชาญการใช้ชีวิตในท้องน้ำมากกว่าบนบก

เมื่อเข้าวัยสาว เธอเลือกคู่ชีวิตและปักหลักสร้างบ้านอยู่ที่ปูเลาปึตำ(เกาะปึตำ) ชีวิตก็เฉกเช่นครอบครัวอื่นๆ จนวันหนึ่งเธอเล่าว่า สามีตนเองกลับแปลกเปลี่ยนเป็นอื่น เลอะเลือนคลุ้มคลั่ง กระทั่งสุดท้ายเขาเชือดคอตัวเองต่อหน้าเมียและลูก ความตายครั้งนั้นเธอเชื่อว่าเป็นฝีมือเพื่อนบ้านเล่นงานด้วยเวทย์มนต์ เธอหอบลูกเล็กๆล่องเรือเรื่อยมาจนถึงฝั่งไทย สุดท้ายได้มาปักหลักอยู่ราไวย์(ภูเก็ต)

แม้จะมีญาติอยู่ราไวย์ แต่ที่นี่ ม่ายสาวยังหาเลี้ยงลูกสามคนไม่พอกิน ขณะนั้นฝั่งระนองยังมีการระเบิดปลากันอย่างคึกคัก กลุ่มที่เชี่ยวชาญเสี่ยงคุกเสี่ยงชีวิตก็ไม่พ้นกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ทั้งมอแกนและอูรัคลาโว้ยทะยอยเข้าเสี่ยงกับสิ่งนี้ โดยมีคนไทยเป็นนายหน้าพาเข้าสังกัดเถ้าแก่แถบระนอง ปอนาวกับลูกๆได้ร่วมเดินทางในครั้งนั้นด้วย โดยคอยเก็บปลาหลังระเบิดและคัดแยกปลา

ชีวิตร่อนเร่ไปมาอยู่แถบนี้บางครั้งก็ข้ามฝั่งไปยังพม่า ในที่สุดเธอพาลูกๆจากราไวย์ไปอีกครั้งเมื่อชอเอ็มเริ่มเป็นสาวแล้วเงียบหายไป มีแต่ข่าวคราวว่าเธออยู่ปูเลาจะเดี๊ยกชอเบ็น ได้สามีที่นั่นจนกระทั่งมีลูกถึงสามคน

…ไฟไหม้บ้านในค่ำหนึ่ง นอกจากบ้านวอดลงแล้ว ชอเบ็นกับกาเยสโดนไฟลวกอาการหนัก ที่นั่นไม่มีทั้งโรงพยาบาลและหมอจึงรักษาไปตามยถา สุดท้ายอาการทุรดหนักจึงขอติดเรือพ่อค้าคนไทยเข้าระนอง

ปอนาว1

———
(2)

เมื่อขึ้นฝั่งระนอง อาการชอเอ็มกับกาเยสเริ่มทรุดหนัก ทั้งสองคนถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลระนอง ที่นั่นครอบครัวนี้เจอกับองค์กรที่พวกเขาจดจำชื่อไม่ได้อาสาดูแลค่าใช้จ่าย หาที่อยู่ให้ชั่วคราว บาดแผลแม่-ลูกเริ่มหายครอบครัวปอนาวบ่ายหน้าย้อนกลับมาราไวย์อีกครั้ง

ประตูบ้านเป็นเพิงสังกะสีเปิดขึ้นอีกครั้งหลังปิดตายมาร่วมสิบปี ราไวย์เปลี่ยนไปมาก บ้านถูกสร้างขึ้นมาเต็มพื้นที่เกือบไม่เหลือทางให้เดิน นักท่องเที่ยวคลาคล่ำนำความตื่นตระหนกให้เด็กๆหลบอยู่เฉพาะในบ้านช่วงแรกๆ ยีลั๊บพี่สาวปอนาวตื่นเต้นดีใจ บอกอยู่นี่แหละไม่ต้องร่อนเร่ไปไหนอีกแล้ว

ปอนาวออกหาหอยติบ ออแอ้มีเรือเล็กๆ ยี่ลั๊บยกให้ได้ลากหมึก-ตกปลา แต่ไหนจะสู้เรือไฟปั่นเรืออวนลากได้ ชอเอ็มมือเท้าพิการจากไฟไหม้ออกทะเลไม่ได้อาศัยรับจ้างขายหอยขายปลาให้เพื่อนๆมอแกนด้วยกัน ทั้งๆที่ไม่เคยได้เข้าโรงเรียน เธอบวกลบคูณหารได้อย่างไม่น่าเชื่อ ขณะที่พวกเคยผ่านโรงเรียนยืนดูตาปริบๆ ไม่นานเธอก็สื่อสารขายของให้กับฝรั่งได้

ฤดูนี้ทะเลราไวย์ลมแรง แต่ก่อนช่วงนี้ชาวเลราไวย์จะไปหากินทางฝั่งตะวันตกของเกาะ แต่เมื่อการท่องเที่ยวยึดกุมชายหาดตั้งแต่กะรนไปจนถึงหาดไม้ขาว การหากินของชาวเลก็กลายเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม กระแสอนุรักษ์(เพื่อการท่องเที่ยว)แรง กระทั่งบางแห่งโรงแรมห้ามชาวเลหาหอย หาปลา หาปลิง หลายโรงแรมเมื่อเรือชาวเลเข้าหน้าหาดก็ส่งเรือเร็วมาไล่ออก

เช้าหนึ่งปอนาวกับพี่สาวอาศัยเรือลูกชายข้ามฝั่งไปเกาะบอนใกล้ หวังจะได้ค่าข้าวสาร เงินไปโรงเรียนของหลานๆ แต่โชคร้ายเธอตกใจบางอย่าง ผุดวิ่งจนล้มลงจนขาหัก

ด้วยความที่ไม่มีบัตร(อยู่ในกระบวนการตรวจสอบเพื่อจะออกบัตร)จึงไม่กล้าไปหาหมอ ทนนอนเจ็บอยู่ภายในบ้านอยู่นานจนเสียงร้องได้ยินถึงเพื่อนบ้าน จึงเรียกรถพยาบาลส่งโรงพยาบาลวชิระ

…ตึกอายุรกรรมหญิง ปอนาวนอนซม ปลายเตียงมีลูกตุ้มซีเม็นต์ถ่วงดึงขาเอาไว้เพื่อรอการผ่าตัดในวันอังคารหน้า ชอเอ็มร้องให้โฮเมื่อเห็นถุงพลาสติกใส่เหรียญ แบ๊งค์ยับยู่ยี่ซึ่งเป็นเงินเพื่อนๆฝากมาให้ กาม็อดหลับอยู่บนหมอนเน่าๆใต้เตียงยาย ไฟถูกปิดลงทีละดวงจนในที่สุดเจ้าหน้าที่มาบอกว่าหมดเวลาเยี่ยมแล้ว ชอเอ็มพูดทั้งน้ำตาด้วยเสียงเครือๆว่า

“หมอบอกต้องใช้เงินค่าเหล็กใส่ขาหมื่นห้า”….

ปอนาว3

———
(3)

เราอาจถูกมองแปลกประหลาดในการนิยามความเป็นชาติในสายตาของเพื่อนบ้านตรงที่เราสวมแว่นความเป็นชาตินิยมเก่าตกค้าง มองเห็นแต่ประวัติศาสตร์ตามที่ตนอยากให้เป็น เราถูกสอนด้วยตัวระบบจนสายตาเราเห็นเพื่อนบ้านเป็นศัตรูเป็นผู้ร้าย กระทั่งปัจจุบันที่เรากำลังจะหลอมรวมด้วยความเป็นอาเซียน แต่เราก็ยังไปขุดเอาพงศาวดารอย่าง”บางระจัน”มาตอกลิ่มความเกลียดชังสร้างบาดแผลใหม่ขณะที่ยุคสมัยกำลังจะข้ามผ่านสิ่งนี้

ยุคหนึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลซึ่งเป็นชนเผ่าดั้งเดิมในแถบนี้ยังถูกรัฐจัดนิยามให้เป็น”กลุ่มไทยใหม่”คล้ายว่าเพิ่งจะมาขอเข้าสังกัด คำว่ากลุ่ม”ชาวเล”เพิ่งกระชับตัวขึ้นมาใหม่หลัง(ถูกทำให้ต่ำต้อยมานาน)เหตุการณ์สึนามินี้เอง เมื่อเขาได้สำแดงตัวตนขึ้นมา ความเป็นไทยที่รัฐสมัยใหม่ปรุงแต่งและปลูกฝังกันมามันได้เบียดเอาคนเล็กคนน้อยกระจัดกระจาย กลุ่มชาติพันธุ์เล็กๆหลายกลุ่มถูกเบียดให้ออกไปอยู่ชายขอบ พวกเขาเกือบไม่ได้ส่วนแบ่งจากความเป็นรัฐสมัยใหม่นี้เลยหนำซ้ำเขาเองยังถูกเบียดเบียนแย่งชิงมาตลอด

กลุ่มมอแกนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งอันดามันตั้งแต่ตอนใต้ของพม่าเรื่อยมาจนถึงสตูล พวกเขาเคลื่อนย้ายไปมาอยู่ตลอด จนมาวันหนึ่งพรมแดนของรัฐชาติกลับถูกขีดแบ่งเพื่อยึดครองทรัพยากรของแต่ละประเทศ แต่ที่น่าเศร้าทั้งพม่าก็ไม่อยากได้ ไทยก็ไม่อยากเอากลุ่มชาติพันธุ์นี้

ในสายตาที่เรามองผ่านประวัติศาสตร์คลั่งชาติเราจึงมองชนกลุ่มนี้เป็นอื่น หวาดระแวงตั้งคำถามว่าเขาเป็นคนไทยหรือเปล่าทั้งๆที่คนตั้งคำถามบางคนเป็นผู้อพยพที่เพิ่งได้เข้าสังกัดมาไม่นานด้วยซ้ำ แต่มากกว่าอื่นใด คนกลุ่มนี้ไร้มูลค่าไม่ก่อเกิดโภคผลใด รังแต่จะเป็นภาระด้วยซ้ำในสายตารัฐ ตั้งแต่เกาะเหลา เกาะช้าง เกาะสุรินทร์ แม้กระทั่งราไวย์(บางส่วน)พวกเขาจึงกลายเป็นคนเถื่อนในถิ่นอาศัยของตนเอง

———-
(4)

การเอื้อให้คนมีงานทำ เปิดโอกาส และส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกัน มีหลักประกันในทางสังคมให้ประชาชน หากจะกล่าวว่านี่คือหน้าที่สำคัญของรัฐ แต่ในทางปฏิบัติ(ผ่านกลไกราชการ)ผู้คนฐานล่างส่วนใหญ่ยังคงได้รับการดูแลไม่ต่างจากพลเมืองชั้นสาม ส่วนยอดแค่กระจุกเดียว หุ้นส่วน หางเครื่องยังคงกอบโกยช่วงชิงมาซุกจนล้นเกิน เสมอภาค-เท่าเทียม คงเป็นได้แค่การท่องนโมฯสามจบไว้ยามตกใจกลัว นานาประเทศในโลกประชาธิปไตย(ที่พอเข้าท่าบ้าง) ในโลกศรีธนญชัยธิปไตยแบบเรา ดูท่าต้องพ่วงพาปัญหาเหล่านี้ไปอีกนาน

คุโณปการ 30 บาท รักษาทุกโรค เป็นรูปธรรมที่เปิดโอกาสให้คนยากจนเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ แม้จะถูกวิจารณ์ถึงการถูกเลือกปฏิบัติอยู่บ้าง แต่นี่เป็นช่องทางเดียวสำหรับคนที่ไม่มีทางเลือก ก็อีกนั่นแหละ กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอย่างกลุ่มมอแกนกลับยังใช้ช่องทางนี้ไม่ได้อีกเป็นจำนวนมาก ใบเบิกทางสำหรับการเข้าถึงสิทธิ์คือ บัตรประชาชน ซึ่งกระบวนการขอออกบัตรยังอืดอาดล่าช้า ทำให้กลุ่มมอแกนยังตกค้างอยู่อีกไม่ต่ำกว่า 300 คน นั่นหมายความว่าเขาหมดโอกาส

ปอนาวก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เรื่องตกค้างอยู่ที่อำเภอเป็นเวลานานนัก ขณะที่ตัวเองนอนรอคิวผ่าตัดด้วยความระทึก เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ก็ยังคงยืนยันว่าต้องจ่ายค่ายา-ค่าผ่าตัด ปอนาว-ชอเอ็มสองแม่ลูกร้องให้อ้อนวอนจนไม่มีน้ำตาแล้ว

” เราบอกเขาแล้ว อย่าว่าแต่ค่ายาค่าผ่าตัดเลย ค่ากินกับลูกตอนนี้ก็เกือบไม่มีแล้ว” ปอนาวกล่าวอย่างสะอึกสะอื้น

————-
(5)

เช้า 27 มกราคม ชอเอ็มเล่าว่าพยาบาลได้มีการให้น้ำเกลือและงดอาหารมาตั้งแต่กลางคืน เธอ เข้าใจว่าปอนาวน่าจะได้รับการผ่าตัด แต่จนถึงค่ำยังคงนอนรออยู่ที่เดิม ขณะที่ปอนาวเริ่มบ่นว่าหิว เช้ามืด(28 มกราคม)เธอร้องให้กลับราไวย์พร้อมกาม็อด ลูกชายคนเล็ก

หลังจากปรึกษาญาติพี่น้องเพื่อนบ้านแล้วได้ข้อสรุปว่า มีความจำเป็นที่จะต้องพบผู้ว่าฯเพื่อขอให้ช่วยประสานไปยังโรงพยาบาลเร่งรีบให้มีการผ่าตัด(เนื่องจากปอนาวล้มลงเมื่อวันที่12 มกราคม แต่ไม่กล้ามาโรงพยาบาลเพราะไม่มีบัตรจนล้มลงอีกครั้งเมื่อ16 มกราคม ซึ่งครั้งนั้นเจ็บจนทนไม่ได้)และจะขอให้ช่วยเร่งออกบัตรประชาชนแก่ปอนาวพร้อมญาติอีก 5 คนซึ่งล่าช้ามาร่วมสี่ปีแล้ว

แดดเดือนสามปีนี้ร้อนระอุนัก แผดส่องจนผิวหนังแสบ ดวงอาทิตย์ตั้งตรงศีรษะขบวนรถสามล้อพ่วงเริ่มติดเครื่องและทยอยออกซึ่งมีของ ดาด้า เเหลง มิ๊ตา แม๊ะแต๋ว ลิงลม ยีลั๊บ ดังขุนและของชาริคโดยมีเป้าหมายอยู่ที่สนามชัย ตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัดภูเก็ต สำหรับกลุ่มตกหล่นมีรถของโบสถ์คริสต์ราไวย์โดยอาหลินอาษาขับมาส่ง

บ่ายโมงครึ่งคณะทั้งหมดทั้งเด็กเล็กอายุแค่หนึ่งขวบไปจนถึงคนแก่เจ็ รวมแล้วน่าจะราว 40 กว่าคน เดินแถวข้ามถนนมายังด้านหน้าศาลากลาง โดยมีสนิท อาหลิน และชาริคอาษายื่นหนังสือและเจรจา แม้ว่าจะมีการแจ้งนักข่าวไว้ล่วงหน้าแต่ก็ยังไม่เจอใครเลย ขณะเดียวกันนั้น ด้วยความบังเอิญผู้ว่าฯ นิสิต จันทร์สมวงศ์ กำลังเดินลงสวนทางกับสนิทพอดิบพอดี สนิททำท่าจะอ่านจดหมายแต่ไม่ทันใจผู้ว่าเลยหยิบเอาไปอ่านเอง

ชาวบ้านห้อมล้อมเพื่ออยากฟังกับหู ผู้ว่าอ่านเสร็จก็กดโทรศัพท์พูดคุยกับใครสักคนก่อนจะพูดว่า ไม่เห็นมีปํญหาอะไรเลย ทางโรงพยาบาลเขาออกค่าใช้จ่ายให้แล้วห้าหมื่นกว่าบาท วันอังคารหน้าจะมีการผ่าตัด นั่นรวมแล้วปอนาวต้องรอผ่าตัดครั้งนี้ถึง19วัน (ถ้าจริงตามผู้ว่าฯพูด) ก่อนจากไป ผู้ว่าสำทับว่าทีหน้าทีหลังไม่ต้องเสียเวลามาถึงจังหวัด

แดดระริกร้อนไม่อาจหยุดรถพ่วงขายขนม น้ำ ผลไม้ ซึ่งได้ข่าวการมาของชาวบ้านเร็วกว่าทุกหน่วยงาน ดักรอขายของตรงที่จอดรถ ฝุ่นควันรถจางแล้ว ชอเบ็นกับลูกชายแยกทางไปโรงพยาบาล ขณะเพื่อนบ้านกลับไปสู่วิถีปรกติตามแบบฉบับชาวเลราไวย์ที่หากินคล้ายยังอยู่ในยุคบรรพกาล ขณะที่การท่องเที่ยวกวาดต้อนเอาทรัพยากรไปเกือบทุกอย่าง และไม่แน่ อาจจะกลบฝังชนเผ่าดั้งเดิมกลุ่มนี้ในไม่ช้า

โดย Wichot Kraithep

//////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.