Search

นักประวัติศาสตร์แนะรัฐบาลไทยส่งวัตถุโบราณคืนกัมพูชาลดความขัดแย้งประชาชน 2 ประเทศ-เยียวยาบาดแผลหลังบอบช้ำจากสงครามข่าวสาร

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักโบราณคดีอิสระ และคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศ กล่าวถึงวัตถุโบราณที่กรมศุลกากรของไทยตรวจยึดขณะถูกนำเข้ามาจากประเทศสิงคโปร์เมื่อปี 2543 และทางการไทยได้ทำการส่งคืนกัมพูชาไปแล้ว ขณะนี้ยังเหลือที่ต้องส่งคืนอีก 20 ชิ้น ซึ่งที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่ากัมพูชายังไม่สามารถยืนยันความเป็นเจ้าของวัตถุโบราณทั้ง 20 ชิ้นได้

ดร.ทนงศักดิ์ กล่าวว่า มีข้อสรุปค่อนข้างจะชัดเจนที่วัตถุโบราณ 20 รายการเป็นของกัมพูชาเนื่องจากถูกยึดโดยกระบวนการค้าเพื่อเตรียมส่งออก ลักษณะของโบราณวัตถุค่อนข้างจะชัดว่ามันควรจะอยู่ในประเทศกัมพูชามากกว่า รัฐบาลไทยจึงขอให้กัมพูชาส่งหนังสือมายืนยันและกัมพูชาประสานมาทางรัฐบาลไทยแล้วว่า 20 รายการ เป็นของเขา ไทยจึงตัดสินใจจะส่งมอบกลับคืน

“กระบวนการส่งคืนในรัฐบาลแพทองธารที่ผ่านมาได้ตัดสินใจจะส่งมอบคืนโบราณวัตถุแล้วแต่บังเอิญเกิดเหตุขัดแย้งสู้รบกันก่อนเลยทำให้การส่งคืนชะงัก เป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นต้นเหตุในการระงับการส่งวัตถุโบราณทั้ง 20 รายการ” นักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี กล่าว

เมื่อถามว่าอดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เคยกล่าวถึงสาเหตุที่รัฐบาลไทยยังไม่ได้ส่งวัตถุโบราณทั้ง 20 รายการคืนให้กัมพูชาเนื่องจากไม่มีงบประมาณในการขนส่ง ดร.ทนงศักดิ์ มองว่า น่าจะมาจากคลิปเสียงคุยโทรศัพท์กับสมเด็จฮุนเซนหลุดออกมาสู่สาธารณะที่เป็นเหตุให้เกิดความไม่ไว้วางใจเพิ่มมากขึ้น แล้วส่งผลทำให้โบราณวัตถุที่จะถูกส่งคืนต้องระงับไป

คณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศ กล่าวถึงขบวนการค้าโบราณวัตถุหากได้ประติมากรรมวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มา จะทำการส่งวัตถุโบราณเข้าไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งเพื่อฟอกประวัติก่อนจะส่งเข้ามายังประเทศไทย 

“มันก็มีบ้างที่เข้ามาโดยตรง แต่ในบางสถานการณ์มันจำเป็นที่จะต้องส่งไปยังประเทศอื่นก่อนแล้วจึงจะส่งกลับเข้ามาประเทศไทยซึ่งในไทยเราทราบกันดีว่ามีพ่อค้าคนสำคัญคือ “ดักลาส แลตช์ฟอร์ด” เป็นตัวแทนจำหน่ายวัตถุโบราณวัฒนธรรมเขมร การส่งเข้ามาในไทยสามารถทำให้วัตถุโบราณนั้นมีราคาที่เพิ่มมากขึ้นสูงกว่าปกติได้เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งซื้อขายที่ทั่วโลกยอมรับว่าครอบครองโบราณวัตถุที่เป็นของแท้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 11 เมษายน 2567 ระบุว่าการขนส่งวัตถุโบราณ 20 รายการให้แก่กัมพูชา กรมศิลปากรจะดำเนินการเบิกจ่ายจากเงินนอกงบประมาณ (เงินกองทุนโบราณคดี) ตามมาตรา 27 แห่ง พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 การยกเว้นภาระค่าใช้จ่ายไม่กระทบต่อสาระสำคัญของความตกลงทวิภาคี

ด้าน ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า การเจอโบราณวัตถุที่ถูกขโมยบางครั้งไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนว่ามาจากที่ไหนยกเว้นจะสืบหาต้นตอจากคนส่งออก ถ้าพิสูจน์ทราบได้ก็จะส่งคืนให้กับประเทศนั้น ถ้าไม่ได้ก็ต้องรอพิสูจน์ทราบก่อน

“ถ้าพิสูจน์ทราบได้อย่างโบราณวัตถุที่เหลือ 20 รายการนี้ ทางรัฐบาลไทยก็ตกลงจะคืนแต่พอมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกัน มีความขัดแย้งทำให้กระบวนการส่งคืนสะดุด เราเคยขัดแย้งกันไม่รู้กี่รอบแต่เราก็กลับมาดีกัน เหมือนพี่น้องกันที่ทะเลาะกัน บางครั้งมันก็บาดลึก บางคนบอกว่าสงครามความขัดแย้งเรื่องการใช้อาวุธมันจบไปแล้ว ตอนนี้สงครามข่าวสารมันยังไม่จบ และยิ่งทำต่อไปก็ยิ่งจะบาดลึกลงไปเรื่อยๆ ต่างคนต่างก็บอบช้ำ สิ่งที่ขัดแย้งกันตอนนี้จะทำอย่างไรไม่ให้ขัดแย้งกันอีก หลายคนบอกว่าเราต้องเจรจากันแต่ฝ่ายที่เขามีอำนาจเขาตัดสินใจแบบนี้“ ผศ.ดร.กังวล กล่าว  

อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวอีกว่า การส่งคืนโบราณวัตถุเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยหาทางลง เนื่องจากความขัดแย้งของคนทั้ง 2 ประเทศมาถึงจุดสูงสุดหนึ่ง เห็นแล้วว่าถ้าดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ อย่างนี้มันก็ลำบากด้วยกันทั้งคู่ 

“เราจะลงอย่างไรที่ต่างฝ่ายก็ไม่เสียหน้าจนเกินไป ผมว่าปัจจุบันนี้เขากำลังหาทางลงกันอยู่ เพียงแต่ว่าจะมีทางไหนที่ลงแบบ Soft Landing เราก็คงต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย สิ่งที่เรามีเหมือนกัน ศิลปวัฒนธรรมที่เหมือนกัน มันก็ต้องช่วยหันหลายฝ่าย ผมคิดว่าก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้ความรู้สึกดีขึ้น” ผศ.ดร.กังวล กล่าว


“วัตถุโบราณทั้งที่มีการขุดพบและที่เคยถูกขโมยไปจากไทยและกัมพูชาหากนำมาเป็นจุดร่วมทางวัฒนธรรมจะทำให้ความขัดแย้งของคนทั้ง 2 ประเทศทุเลาลงได้ แม้จะไม่สามารถสมานรอยร้าวความขัดแย้งได้ทั้งหมด แต่อาจทำให้ความรู้สึกของคนทั้ง 2 ชาติดีกว่าทุกวันนี้ที่กำลังเป็นอยู่”

รายงานนี้ได้รับการสนับสนุนโดย กองบรรณาธิการ
“โครงการห้องทดลองพัฒนาระบบนิเวศเครือข่ายการสื่อสารสาธารณะเพื่อสันติภาพ”
Lanner, Louder, The Isaan Record, The Motive, Sound Isan, Wartani, ประชาไท, สำนักข่าวชายขอบ, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

บทความอื่นในโครงการ

ให้ศิลปะได้พูดกับความขัดแย้ง อารยธรรมไม่เคยแบ่งไทย-เขมร