ธนก บังผล
ชัยรัตน์ จิโรจน์มนตรี
สำนักข่าวชายขอบ

ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาถูกสั่นคลอนอย่างหนัก เส้นแบ่งระหว่าง “รัฐต่อรัฐ” กับ “ความรู้สึกของผู้คน” ดูจะเหินห่างกันทุกที บรรยากาศความไม่ไว้วางใจ แรงโต้กลับทางอารมณ์ และถ้อยคำเกลียดชังที่ไหลบ่าบนโลกออนไลน์ ทำให้เรื่องระหว่างประเทศซึ่งควรอยู่บนโต๊ะเจรจาลุกลามลงมาถึงระดับประชาชนอย่างไม่อาจควบคุมได้
นอกจากผู้มีอำนาจจะทำลายความไว้วางใจกันเองแล้ว เกมที่มีผลประโยชน์มหาศาลเป็นเดิมพัน การดึงเอาความรู้สึกของประชาชนทั้ง 2 ประเทศให้เข้ามาร่วมขัดแย้งในวงวินาศสันตะโรนี้ จนคนไทยกับกัมพูชาจะไม่มีวันเผาผีกันอีกแล้ว
รอยร้าวระหว่างผู้นำรัฐด้วยกันเองทุกเรื่องแก้ไขได้ด้วยผลประโยชน์ แต่ในระดับประชาชน ชาวบ้านทั่วไปที่รับฟังแต่ข้อมูลด้านเดียวบนโลกออนไลน์สะสมความเกลียดชังไปเรื่อย ๆ
ปัจจัยสำคัญมาจากการที่โซเชียลมีเดียขยายอารมณ์ร่วมรวดเร็วมาก จนแทบกลับมาพูดคุยด้วยความเข้าใจไม่ได้แล้ว
อารยธรรม-อำนาจ และอาณาจักร
ในแวดวงประวัติศาสตร์ ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ เป็นนักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี 1 ในคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศ ภารกิจซึ่งเป็นที่รู้จักคือการทวงคืนนำ “โกลเด้นบอย” ประติมากรรมสำริดอายุกว่าพันปีที่ถูกขโมยออกไปตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ เมโทรโพลิแทนต์ (The MIT) สหรัฐอเมริกาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว กลับคืนแผ่นดินไทยได้สำเร็จ
ทวงคืนโกลเด้นบอยเกี่ยวข้องอะไรกับความขัดแย้งของคนไทยและกัมพูชา ?
ย้อนกลับไปโกลเด้นบอยก่อนว่า ดร.ทนงศักดิ์ นำหลักฐานโบราณคดีหลายชิ้นที่ค้นพบมาศึกษาจนค่อนข้างชัดเจนว่าประติมากรรมสำริดชิ้นนี้มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของกัมพูชาแสดงความต้องการโกลเด้นบอยชัดเจนมาก พยายามที่จะเข้ามาเจรจาถามหาหลักฐานการมีอยู่ของวัตถุโบราณนี้เสมอ

“ผมเองทำการศึกษาเรื่องนี้กับนักวิชาการศิลปวัฒนธรรมต่างประเทศ คุณแองเจล่า ชิว ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลปะ ช่วยกันศึกษาหาข้อมูลจนพบว่าอยู่ที่บ้านยางโป่งสะเดา อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ เมื่อหลักฐานที่เราค้นพบมันชัดเจนจึงเข้าไปสำรวจในพื้นที่สามารถยืนยันตามคำบอกเล่าของชาวบ้านที่เหมือนกันทั้งหมดว่าโกลเด้นบอยถูกพบอยู่ในประเทศไทย เราจึงเอาหลักฐานส่งยืนยันไปให้ทางกัมพูชา ซึ่งกัมพูชาเลยให้นักกฎหมายเข้ามาเจรจา”ดร.ทนงศักดิ์อธิบายถึงจุดเริ่มต้นในการทวงสมบัติชาติ
“ผมได้ให้ข้อคิดกับเขาว่า โบราณวัตถุที่มันมีถิ่นกำเนิดที่ใดก็ตาม ถ้ามันใช้อธิบายประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเขมรที่มันเกิดขึ้นทั้ง 2 ประเทศได้ดีกว่าโบราณวัตถุที่มันย้ายถิ่นหรือคลาดเคลื่อนไป ต้องหาวิธีตีความเพื่อให้มันเข้ากันกับหลักฐานอย่างอื่นที่พบแวดล้อมอีก ก็ทำให้เขาเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมเขมรที่พบในไทยมันสำคัญกว่า เขาเลยจะช่วยทวงคืนโบราณวัตถุ“ ดร.ทนงศักดิ์ ฉายภาพความความร่วมมือของการนำโกลเด้นบอย
สำหรับวิธีทวงคืนวัตถุโบราณของทางการกัมพูชานั้น ส่งนักกฎหมายเข้าไปเจรจาโดยตรงกับทางพิพิธภัณฑ์ ดังนั้นเมื่อกัมพูชารับปากว่าจะช่วยทวงโกลเด้นบอย เขาก็ส่งคนเข้าไปกดดันให้พิพิธภัณฑ์ส่งคืนให้ไทย ซึ่งปรากฏว่าประสบความสำเร็จจึงกลายเป็นความร่วมมือที่สำคัญมาก

ไทยได้โกลเด้นบอยคืนเพราะกัมพูชา
“กระบวนการศึกษาทั้งหมดคณะอนุกรรมการได้ข้อสรุปว่าเราจะทวงโกลเด้นบอย ตอนนั้นเรายังไม่ได้ส่งเอกสารไปยังคณะกรรมการติดตามคืนวัตถุโบราณชุดใหญ่ หากส่งไปแล้ว คณะกรรมการก็จะส่งไปกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนที่จะส่งหนังสือร้องเรียนไปยังกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา จึงจะถือว่ามีการเริ่มดำเนินตามวัตถุโบราณด้วยข้อหารับซื้อของโจร”ดร.ทนงศักดิ์ให้รายละเอียดเทคนิควิธี
“ระหว่างที่รอการส่งเอกสารไปให้คณะกรรมการติดตามชุดใหญ่ กัมพูชาได้ส่งนักกฎหมายมาเจรจากับไทยโดยความสัมพันธ์ส่วนตัว ยังไม่มีความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ เขาบอกว่าจะเดินทางไปเจรจาทวงโบราณวัตถุกลุ่มหนึ่งที่พิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทน ถ้าเราสนใจเขาจะช่วยเจรจาโกลเด้นบอยด้วย บังเอิญช่วงนั้นมีรายการโทรทัศน์ของสิงคโปร์ถ่ายทำตอนผมกำลังหาโกลเด้นบอยอยู่ และได้เผยแพร่ไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เลยเป็นหลักฐานชัดว่าโกลเด้นบอยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทยจริง พิพิธภัณฑ์ไม่สามารถปฏิเสธได้ ถ้าเรื่องถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ทางพิพิธภัณฑ์ก็ต้องถูกฟ้องอยู่ดี เขาเลยตัดสินใจคืนโกลเด้นบอยให้ไทยก่อน เท่ากับว่ามันเกิดความร่วมมือตามคืนโบราณวัตถุจากทั้ง 2 ประเทศอย่างไม่เป็นทางการ” ดร.ทนงศักดิ์ อธิบายถึงขั้นตอนการปฏิบัติของราชการไทยที่ย้อนกลับมาเป็นอุปสรรคในการทวงคืนวัตถุโบราณเสียเอง

ทับหลังศิลปะถาลาบริวัตเมืองเพนียด
นอกจากนี้เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ดร.ทนงศักดิ์ กับ ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์สาขาภาษาตะวันออก ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้จัด “พะเนียดสนทนา” ครั้งที่ 1 ณ วัดทองทั่ว อ.เมือง จ.จันทบุรี เนื่องจากมีการขุดพบโบราณวัตถุสำคัญหลายรายการภายในวัดซึ่งเคยเป็นเมืองโบราณเพนียดเมื่อ 1,100 ปีที่แล้ว
นักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี เปิดเผยด้วยว่าหนึ่งในโบราณวัตถุเมืองเพนียดที่ขุดพบคือ ทับหลัง จากการศึกษาคิดว่ามีอายุเก่าแก่ที่สุดที่เคยขุดพบในไทยและกัมพูชา ซึ่งในประเทศไทยเจอทับหลังลักษณะนี้เพียง 4 ชิ้น อยู่ที่เพนียด 3 รายการ ส่วนอีก 1 รายการพบที่ จ.อุบลราชธานี
“ทับหลังวัฒนธรรมเขมรแบบถาลาบริวัตที่พบในเมืองโบราณเพนียด ยังพบที่ จ.สตรึงเตรง ประเทศกัมพูชาด้วย ตรงที่แม่น้ำโขงกับแม่น้ำสตรึงเตรงบรรจบกันแล้วกลายเป็นน้ำวน เขาเลยเรียกตรงนั้นว่าถาลาบริวัต (ธาราบริวัต) แปลว่าน้ำไหลวน พอมีถิ่นกำเนิดเยอะที่สุดที่ถาลาบริวัติ เราเลยกำหนดรูปแบบวัฒนธรรมศิลปะนี้เป็นถาลาบริวัติ” ดร.ทนงศักดิ์เล่าถึงที่มาของศิลปะท้องถิ่นนี้
“เดิมเขาไม่เชื่อกันว่าทับหลังนี้เป็นรุ่นแรกของวัฒนธรรมยุคเจนละ แต่เมื่อมีการพิสูจน์หลักฐานถึงพัฒนาการลวดลาย มันน่าจะเป็นทับหลังรุ่นแรกๆ เมื่อเป็นรุ่นแรกๆ จึงถูกกระจายตัวบนเขาพนมดงรัก ตั้งแต่ จ.อุบลราชธานี ถึง จ.จันทบุรี ชายทะเลฝั่งนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยหลายๆประการในวัฒนธรรมที่พบร่วมกัน ในรุ่นแรกๆเจอหลักฐานจารึกเป็นตัวยืนยันว่าทำไมถึงเจอถาลาบริวัติทับหลังรุ่นแรกในไทยเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเราจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เป็นวัฒนธรรมร่วมกันมาสมัยก่อนจะตั้งเป็นอาณาจักรเขมรที่ยิ่งใหญ่จนถึงทุกวันนี้” ดร.ทนงศักดิ์ กล่าวถึงทับหลังศิลปะถาลาบริวัติ
กษัตริย์กับการเผยแผ่วัฒนธรรมเขมร

ผศ.ดร.กังวล อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการประจำภาษาอาเซียน (ภาษาเขมร) หลายคนยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านจารึกโบราณ เริ่มต้นด้วยการแนะนำเมืองเพนียดว่า เป็นเมืองโบราณ เมื่อเทียบกับเมืองโบราณอื่นๆในประเทศไทย ที่อื่นได้รับการศึกษาค้นคว้ามากกว่า แต่ที่นี่มีความสำคัญมาก เพราะเราเจอศิลปะที่เรียกว่าถาลาบริวัติ
“เป็นศิลปะที่รับมาจากอินเดียรูปแบบหนึ่งที่เก่าที่สุดในประเทศไทย พบที่เมืองเพนียดและพบหลายชิ้นด้วย แสดงให้เห็นถึงการเกี่ยวข้องกับอินเดีย รากอารยธรรมตั้งแต่สมัยแรกๆซึ่งมันเห็นในโบราณวัตถุที่ค่อนข้างชัดเจนมากที่สุด นอกจากจะเจอโบราณวัตถุที่เก่าที่สุดแล้ว เรายังพบการอาศัยสืบต่อกันมา บางทีพอรับอารยธรรมเป็นเมืองเก่าสักระยะแล้วหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์แต่เมืองเพนียดไม่เป็นแบบนั้น ยังมีการสืบต่อมาจากหลักฐานการเป็นโบราณวัตถุ หลักฐานศิลาจารึกมีร่องรอยการอยู่สืบต่อมาตั้งแต่ 1,400-1,500 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน” นักโบราณคดีผู้นี้กล่าว
”เราจะเห็นถึงความสืบทอดของผู้คนที่ใช้สิ่งเหล่านี้ตลอดมา นอกจากจะเจอศิลปะวัตถุร่วมสมัยกับพระเจ้ามเหนทรวรมัน หรือจิตรเสน (พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรเจนละ ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1143 – 1159) ก็จะเป็นชื่อที่คนที่เรียนโบราณศึกษาเกี่ยวกับสมัยฟูนัน ยุคเจนละ เราจะรู้จักกันดีว่าท่านเดินทางอยู่ทั่วตั้งแต่ในกัมพูชา ลาว ภาคอีสาน ปรากฏร่องรอยว่าท่านมาถึงบริเวณนี้ ชนะสงครามตรงนี้และมีการเขียนจารึกไว้ว่าสร้างสิ่งนี้ไว้เป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะ ทั้งรูปวัว ศิวลึงค์ แล้วเราก็เจอร่องรอยของท่านที่นี่ด้วยในรูปแบบศิลปะที่เราเรียกว่าถาลาบริวัติ” อาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการขุดพบวัตถุโบราณในวัดทองทั่ว จ.จันทบุรี

ผศ.ดร.กังวล ยังกล่าวด้วยว่า พระเจ้าอิศานวรมัน ลูกชายผู้เป็นกษัตริย์ต่อจากบิดา ก็เดินทางมายังเมืองเพนียดแห่งนี้เช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของชุมชนที่เคยมีอยู่ตรงนี้เมื่อ 1,100 ปีที่แล้ว
“เราก็เจออีกว่ามีจารึกลูกชายของท่าน พระเจ้าอิศานวรมันซึ่งสร้างเมืองโบราณที่ใหญ่มากคือที่เมืองสมบูรณ์ไพรคุก หรือที่เป็นกัมพูชาในปัจจุบันนี้ มีร่องรอยความยิ่งใหญ่ของสมัยนั้นก็เจอจิตรเสน พระเจ้ามเหนทรวรมัน เจอจารึกของท่านตรงนี้ด้วย แสดงว่าพ่อของท่านเคยอยู่บริเวณตรงนี้ เคยผ่าน เคยมาพัก หรือเคยมีความสำคัญตรงนี้ คนที่เป็นลูกก็เลยต้องมาทำต่อ มาสร้างเทวสถาน ทำบุญถวายของเยอะแยะมากมาย สืบต่อมาถึงปัจจุบัน” นักวิชาการภาษาตะวันออก อธิบายข้อความที่อ่านได้จากจารึกเมืองเพนียด
การตรวจสอบวัตถุโบราณที่บ่งบอกว่ามีอายุเก่าแก่ที่สุด ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีจะดูจากความเป็นต้นแบบทางศิลปะ
“ถ้ารับมาจากอินเดีย ฝรั่ง ดูหน้าตาวัตถุโบราณว่าถ้าเหมือนฝรั่งมากกว่าอินเดีย แสดงว่าร่วมสมัยกับฝรั่งสมัยนั้น ถ้าในอินเดียมีรูปแบบศิลปะนี้ปรากฏอยู่และในบ้านเราก็พบรูปแบบนั้นแสดงว่าอายุร่วมสมัยเดียวกันที่อินเดียบอกช่วงปี ตรงนี้ถึงไม่บอกปีเราก็รู้แล้วว่าถ้าอินเดีย 1,500 ปี มันเดินทางเชื่อมต่อกันได้อายุก็น่าจะประมาณใกล้เคียงกัน ต่อมามีการพัฒนาเป็นของตัวเองเรื่อยๆ เช่นเดียวกับอินเดียก็พัฒนา คราวนี้ศิลปะบนโบราณวัตถุจะไม่เหมือนกันแล้ว เราจะดูพัฒนาการของศิลปะอีก 100 ปีจะเป็นรูปแบบนี้ ไปเรื่อยๆ ตัวหนังสือก็เหมือนกันสมัยสุโขทัยเขียนแบบนี้ อยุธยาต้นเขียนอีกแบบ ตัว ก.ไก่ เหมือนกัน แต่ตอนแรกเขียนเหมือนอินเดีย เราจะกำหนดได้ว่าถ้า ก.ไก่ หน้าตาแบบนี้คืออยุธยาตอนต้น ถ้าเราเจอ ก.ไก่ ลักษณะแบบนี้ก็จะกำหนดได้ว่าอายุมันประมาณเท่าไร” ผศ.ดร.กังวล อธิบายโบราณคดีเบื้องต้น
โบราณวัตถุต้องผูกพันกับชาวบ้าน

โบราณวัตถุเมืองเพนียด จ.จันทบุรี ฉายภาพการเดินทางของวัฒนธรรมและศิลปะภายในอาณาจักร ก่อนยุคล่าอาณานิคมที่ทำให้เกิดการแบ่งเขตแดนประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าไทยและกัมพูชาต่างก็มีรากเหง้าอารยธรรมมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน
“ศิลปะถาลาบริวัติ พบที่สตรึงเตรง บริเวณลาวใต้ เชื่อมต่อกันถึง จ.อุบลราชธานี ถามว่ากษัตริย์องค์เดียวกันนี้ที่เข้ามาทางภาคอีสานไทย ในพื้นที่อื่นเราไม่เคยเจอ เหมือนกับว่าร่องรอยที่ท่านเดินจากลาวใต้เข้าเขตอีสานเน้นที่แม่น้ำมูลแล้วไปลงตรงช่องตะโก ไล่จารึกของท่านมาตลอดที่ตาพระยา แล้วเหมือนหายไปแต่ตัวศิลปะของท่านมาปรากฏที่เมืองเพนียด ซึ่งเป็นศิลปะเดียวกับที่อยู่แถวลาวใต้และเขมรเหนือ ร่องรอยของท่านอาจกลับไปครองราชย์ต่อจากบันทึกประวัติของท่าน ที่อื่นเจอจารึกไม่เจอศิลปะ แต่เมืองเพนียดเจอศิลปะแต่ตัวจารึกยังไม่เจอ เจอแต่จารึกลูกของท่าน แสดงว่าท่านมาที่นี่ลูกจึงต้องตามมาทำบุญที่นี่ด้วย” ผศ.ดร.กังวล กล่าว
อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวอีกว่า เมืองเพนียดเป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงกัน ทั้งๆที่จารึกปรากฏความสำคัญหลายอย่าง และคนในพื้นที่ตื่นตัวให้ความสนใจกันมาก
“สิ่งที่ผมอยากจะบอกคนทั่วไปคือการที่คนในพื้นที่สนใจกันเยอะ ข้อมูลที่ศึกษากันในปัจจุบันเป็นข้อมูลที่ซ้ำไปซ้ำมา ถ้าหาคำว่าเมืองเพนียด ประวัติศาสตร์จะเจอแบบเดียว ยังไม่มีการศึกษาค้นคว้าตีความให้มากขึ้น การที่เราบอกว่าเป็นประเด็นใหม่ ไม่ได้เกิดจากการไปพบของใหม่ อาจจะตีความจากของเดิมเพียงแต่ 50 ปีที่แล้วที่มีการค้นพบ ข้อมูลความรู้อื่นๆที่เจอแล้วตีความเป็นอย่างหนึ่ง พอเวลาผ่านมา 30-40 ปี มีหลักฐาน ข้อมูลสนับสนุน ไม่ใช่คนเก่าตีความไว้ผิดแต่ข้อมูลเขามีอยู่เท่านั้น ปัจจุบันมีข้อมูลมากมายมาสนับสนุนเราสามารถตีความได้มากขึ้น เราเข้าใจบริบทสิ่งเหล่านั้นได้มากขึ้นบนหลักฐานเก่า” นักวิชาการผู้นี้กล่าว
“สถานศึกษาที่เก่าที่สุดคือยโศธราศรมสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ประมาณ 1,100 ปีที่แล้ว ในจารึกบอกว่าท่านได้สร้างอาศรมนี้ประมาณ 100 แห่ง ทั่วอาณาจักรของท่าน ไม่ใช่เป็นแค่ที่อยู่ของฤาษีหรือพระแต่ยังเป็นสถานศึกษาด้วย บอกเรื่องระเบียบปฏิบัติหน้าที่ อาจารย์ใหญ่ นักเรียน มีการถวายสิ่งของที่เป็นใบลาน เราสามารถรู้วิธีการเรียนการสอนเมื่อพันปีที่แล้วจากจารึกนี้ ซึ่งไม่มีใครพูดถึงเท่าไรนัก อยากให้ความรู้ของพวกผมที่เป็นของคนภายนอก เป็นส่วนกลาง คนในพื้นที่ซึ่งอยู่กับสิ่งเหล่านี้ สนใจและศึกษามาระดับหนึ่งเอามารวมกันแล้วมาดูว่าเราจะได้ความรู้อะไร เพื่อคนที่จะมาสืบสานต่อยอดจากเรา หลายๆแห่งเขาสนใจกลับมาดูรากเหง้าของตัวเองหรือสิ่งที่เขามีอยู่ มากกว่าประวัติศาสตร์ประเทศอื่นที่เขารู้”ผศ.ดร.กังวล อธิบาย
“อีกอย่างคืออยากให้โบราณวัตถุกลับมาอยู่ที่เดิม ที่ใกล้กับที่เดิม เพื่อให้คนในพื้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ อย่างวัดทองทั่วมีที่เก็บโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับเมืองเพนียดน่าสนใจหลายชิ้น ในขณะที่อื่นมีปราสาทเข้าไปก็เป็นปราสาทร้างๆ คนเข้าไปแล้วได้รู้อะไรบ้าง ขาดความต่อเนื่อง ขาดความเกี่ยวข้อง เวลาเขาพบของโบราณของมีค่าเขาก็จะเอาไปขายเพราะไม่เคยมีความผูกพันกับสิ่งเหล่านี้” ผศ.ดร.กังวล สรุปความเห็นทางประวัติศาสตร์
ให้ศิลปะได้พูดกับความขัดแย้ง

ทั้งโกลเด้นบอยและเมืองโบราณเพนียด ความสำคัญของเรื่องนี้คือ วัตถุโบราณที่พบในกัมพูชาสามารถพบได้ทั่วไปเช่นกันในภาคอีสานของไทย เมื่อขุดพบประติมากรรมศิลปะของอาณาจักรเขมรยุคหนึ่งในไทยก็มีโอกาสจะพบได้ในกัมพูชา
แต่โกลเด้นบอย กับทับหลังศิลปะถาลาบริวัติ เป็นความพิเศษของโบราณวัตถุบางรายการที่จะพบในประเทศไทยเท่านั้น วัตถุโบราณที่ขุดพบในเมืองเพนียดเป็นหลักฐานชัดเจนว่าอดีตเมื่อ 1,000-1,500 ปีที่แล้วผู้คนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินตรงนี้ล้วนมีรากเหง้ามาจากอารยธรรมเขมรยุครุ่งเรือง
ครั้งหนึ่งก่อนจะกลายเป็นอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่การแผ่ขยายของศิลปะผ่านความเชื่อความศรัทธาเคยเกิดขึ้นก่อนการแบ่งอาณาเขตประเทศด้วยสันปันน้ำ แม้กระทั่งความร่วมมือในการทวงคืนโกลเด้นบอย ระหว่างไทยและกัมพูชาโดยให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมเขมรซึ่งเป็นมากกว่ามรดกแห่งภูมิภาค
ดร.ทนงศักดิ์ เชื่อว่า วัตถุโบราณทั้งที่มีการขุดพบและที่เคยถูกขโมยไปจากไทยและกัมพูชาหากนำมาเป็นจุดร่วมทางวัฒนธรรมจะทำให้ความขัดแย้งของคนทั้ง 2 ประเทศทุเลาลงได้ แม้จะไม่สามารถสมานรอยร้าวความขัดแย้งได้ทั้งหมด แต่อาจทำให้ความรู้สึกของคนทั้ง 2 ชาติดีกว่าทุกวันนี้ที่กำลังเป็นอยู่
ให้ศิลปะได้คุยกับความขัดแย้งก่อนดีไหมว่าการที่คนยุคนั้นอยู่ก่อนเราจะเกิดมากกว่าพันปี คนในยุคที่ไม่มีโซเชียลมีเดียใช้อารยะธรรมกำหนดอำนาจกษัตริย์เขารู้สึกต่อกันอย่างไร
เขาเมตตาต่อกันมากกว่าวันนี้แค่ไหน?
| รายงานนี้ได้รับการสนับสนุนโดย กองบรรณาธิการ “โครงการห้องทดลองพัฒนาระบบนิเวศเครือข่ายการสื่อสารสาธารณะเพื่อสันติภาพ” Lanner, Louder, The Isaan Record, The Motive, Sound Isan, Wartani, ประชาไท, สำนักข่าวชายขอบ, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย |
บทความอื่นในโครงการ
เปิด Timeline 25 ปี ไทยยึดวัตถุโบราณ-ส่งคืนถึงกัมพูชา




